วันอาทิตย์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2559

Tale of the demon and god novel Chapter 14 – Heavenly God Cultivation Technique

Tale of the demon and god novel Chapter 14 – Heavenly God Cultivation Technique

นิยาย พงศาวดารภูติ ตอนที่ 14 เทคนิคการเพาะปลูกเทพวิถีฟ้า


บทที่ 14 เทคนิคการเพาะปลูกเทพวิถีฟ้า


เมื่อประจุพลังวิญญาณสู่หินในมือ จุดสว่างจำนวนน้อยก็ปรากฏลอยอยู่ในหินวิญญาณ หากแต่ตัวหินวิญญาณยังดูมืดอยู่
“เห็นเช่นนี้ข้าก็โล่งใจ เนี่ยหลียังมีพลังวิญญาณน้อยกว่าข้าอีก!” ลู่เปียวพูดพลางหัวเราะร่า
ตูเซอตวัดสายตามองลู่เปียวโดยพลัน เนี่ยหลีหาได้ใส่ใจ พลังวิญญาณมากน้อยไม่ใช่สิ่งสำคัญ การทหารเน้นที่คุณภาพมิใช่ปริมาณ สิ่งที่เนี่ยหลีสนใจคือรูปลักษณ์ของเขตแดนวิญญานต่างหาก  เขตแดนวิญญานชาด กระจัดกระจาย ไร้ระเบียบ ไร้ธาตุ

“ไร้ธาตุ รูปแบบไร้ลำดับ” เนี่ยหลียิ้มเจื่อนๆ “ไม่ว่าเขตแดนวิญญานใดๆล้วนทรงพลัง แต่ถ้าให้ข้าบอกว่าเวิ้งชนิดใดอ่อนด้วยที่สุด เป็นเขตแดนวิญญานไร้ธาตุเช่นนี้เอง ด้วยเขาไม่มีรูปแบบเฉพาะตัวใดๆ เขตแดนวิญญานเองก็ไม่อาจรวมตัวกัน ที่แท้เขตแดนวิญญานดังเดิมข้าเป็นเช่นนี้ เมื่อฝึกฝนปราณหลากหลายชนิดยิ่งทำให้ข้าไม่อาจควบรวมเขตแดนวิญญานได้”

“ไม่แปลกใจว่าเหตุใดหลังจากใช้เวลาฝึกฝนในห้วงมิติของตำราภูติกาลเร้นลับอย่างยาวนาน ข้ายังมิอาจก้าวข้ามเขาไปได้ ต้นตอของปัญหาคือเหตุนี้เอง”



เขตแดนวิญญานไร้ธาตุนั้นไม่เสถียรอย่างยิ่ง เปลี่ยนไปมาตลอดเวลา
เนี่ยหลีจมลงในห้วงความคิด วิชาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเขตแดนวิญญานไร้ธาตุมีเพียงสามวิชา คือ พลังเทพวิถีฟ้า(เทียนเต้าเสินเจว๋) พลังเทพสัประยุทธ์ (โต่วจ้านเสินเจว๋) พลังเทพอนัตตา(ซวีคงเสินเจว๋) ในวิชาทั้งสามนี้ พลังเทพวิถีฟ้าสุดลึกล้ำ พลังเทพสัประยุทธ์สุดกราดเกรี้ยว พลังเทพอนัตตาสุดลี้ลับ หากจะว่ากันถึงช่วงหลัง พลังเทพวิถีฟ้านับว่ามีความสามารถสูงที่สุด แต่ก็ฝึกฝนยากที่สุดเช่นกัน

                เมื่อเป็นเขตแดนวิญญานไร้ธาตุ ไม่ว่าฝึกฝนพลังใดก็ช้ากว่าผู้อื่นอยู่ช่วงใหญ่ แต่หากผู้ใดได้ฝึกฝนพลังเทพวิถีฟ้า นี่คือพลังที่แข็งแกร่งที่สุดด้วยเขาสำแดงลักษณะเด่นของเขตแดนวิญญานไร้ธาตุออกมาได้อย่างดี ทั้งเมื่อสำเร็จวิชานี้แล้วยังสามารถฝึกฝนพลังปราณสายใดธาตุใดก็ได้ นั่นทำให้ผู้ฝึกมีพลังล้ำเลิศและบุกเบิกหนทางใหม่ขึ้นได้

                เมื่อฝึกฝนปราณทั่วไป ผู้ใช้ภูติสามารถครอบครองจิตภูติได้เพียงหนึ่ง เมื่อได้รับจิตภูติที่แกร่งกว่าเดิม ก็จำต้องสลับออก แต่ด้วยพลังเทพวิถีฟ้า ผู้ฝึกสามารถครอบครองจิตภูติไว้ในร่างถึงเจ็ดตนเจ็ดธาตุ ทุกครั้งที่ครอบครองจิตภูติ ความแข็งแกร่งจะเพิ่มขึ้นเท่าตัว เมื่อครอบครองได้ครบเจ็ดตน พลังการฝึกฝนจะทะลุขีดจำกัดเหนือจินตนาการ

                เนี่ยหลีครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แม้ว่าความเร็วในการฝึกจะเชื่องช้ากว่าลู่เปียวและตูเซอมาก ถึงกับช้ากว่ากลุ่มสามสหาย แต่เมื่อการบำเพ็ญบรรลุถึงบั้นปลาย พลังเทพวิถีฟ้าคือพลังที่แข็งแกร่งที่สุดโดยไม่มีที่สงสัย

 เนี่ยหลีสวดเคล็ดวิชา ก่อนเริ่มฝึกฝนตั้งแต่ชั้นพื้นฐาน ในอนาคตเด็กชายอาจต้องพึ่งพายาวิเศษอีกจำนวนมาก แต่ ณ ขณะนี้เพียงฝึกฝนพื้นฐานเบื้องต้นก็เพียงพอแล้ว
เห็นเนี่ยหลีเริ่มต้นการฝึกฝน ตูเซอและพวกก็ไม่รอช้า เริ่มสวดเคล็ดความวิชาของตนโดยพลัน ร่างกายของทั้งหมดเริ่มดูดซับพลังฟ้าดินเพื่อเพาะสร้างพลังในเขตแดนวิญญาน ยิ่งฝึกฝน พวกเขายิ่งรับรู้ว่าวิชาของพวกตนนั้นลี้ลับและลึกล้ำเพียงใด

รอบกายทั้งหกเปล่งเขตแดนวิญญานของตนออกมา หมุนวน กระเพื่อม และขยายตัวออกอย่างรวดเร็ว
ไม่ว่าจะเป็นตูเซอ ลู่เปียวหรือกลุ่มสามสหาย พลังวิญญาณของพวกเขาล้วนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

การเพิ่มขึ้นของพลังวิญญาณนั้นรวดเร็วจนน่าตื่นตระหนก อย่างไรเสียวิชาปราณที่เนี่ยหลีมอบแก่ทุกคนล้วนเป็นพลังที่สะท้านสะเทือนปฐพีทั้งสิ้น เมื่อเริ่มฝึกฝน ความเร็วในการฝึกฝนนั้นรวดเร็วกว่าวิชาสามัญนับร้อยเท่า

                ตัวเนี่ยหลีเองฝึกฝนพลังเทพวิถีฟ้า สำหรับเขาในขณะนี้ความเร็วในการฝึกฝนนั้นหาได้สำคัญไม่ เขายินดีเพาะสร้างรากฐานพลังขึ้นไปทีละขั้น เขตแดนวิญญานของเขากระเพื่อมประหนึ่งคลื่นน้ำในมหาสมุทธ เปลี่ยนรูปร่างของเขาไปช้าๆ พลังวิญญาณกระเพื่อมขึ้นลงสลับกัน เด็กชายรู้สึกได้ว่าพลังวิญญาณของเขาแข็งแกร่งขึ้นอย่างชัดเจน
                การเพาะสร้างพลังวิญญาณในระยะแรกเน้นที่จิตวิญญาณรวมเป็นหนึ่ง เมื่อเสริมสร้างพลังวิญญาณอย่างต่อเนื่อง เขตแดนวิญญานก็ค่อยๆกระเพื่อมรุนแรงขึ้น เปล่งรัศมีสีฟ้าเรืองรอง

เนี่ยหลีและพวกฝังตัวเองไว้ในหอสมุด ฝึกฝนอย่างบ้าคลั่งหนึ่งวัน สองวัน พลังวิญญาณของเนี่ยหลีทะยานขึ้นจากห้าเป็นสามสิบจุด นี่นับเป็นความเร็วที่น่าตระหนกยิ่ง หากเสิ่นซิ่วรู้ว่าความเร็วในการฝึกฝนของเนี่ยหลีบรรลุถึงระดับที่น่าตื่นตระหนกนี้ นางจะคิดเห็นอย่างไร?  ความเร็วของเนี่ยลี่ลึกลับ นับได้ว่าเชื่องช้ามากเมื่อเทียบกับพวกตูเซอ ลู่เปียว และพวกทั้งสาม โดยเฉพาะตูเซอขณะนี้น่าจะเข้าใกล้ระดับทองแดงหนึ่งดาวไปแล้ว
 ผู้ใดทำนายได้เล่าว่าเมื่อบรรลุการบำเพ็ญแต่ละขั้น พลังวิญญาณของพวกเขาจะพุ่งสูงขึ้นเพียงใด    การบรรลุระดับทองแดงหนึ่งดาวในสองเดือนนั้นถือเป็นเรื่องง่ายดายมากสำหรับเนี่ยหลี เด็กชายมั่นใจว่าเขาอาจบรรลุถึงระดับสองหรือสามดาวเลยด้วยซ้ำ เมื่อถึงเวลานั้นท่าทีของเสิ่นซิ่วจะเป็นอย่างไร?

ขณะเดียวกันในชั้นเรียนนักรบฝึกหัด
หลายวันมานี้ ที่นั่งของเนี่ยหลีและพวกล้วนว่างเปล่า ไม่มีใครทราบว่าพวกเขาไปไหน

“คืนนี้ถึงกำหนดนัดสามวันแล้ว คนแซ่เนี่ยผู้นั้นจะลืมนัดหรือไม่?” เซียวหนิงเอ๋อคาดหวังต่อการพบกันในคืนนี้อย่างยิ่ง เมื่อนึกถึงเรื่องราวคืนนั้น เซียวหนิงเอ๋อก้มหน้าลงอย่างขวนอาย สองแก้แดงซ่าน ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มที่อ่อนโยน งดงาม และทรงเสน่ห์นัก เด็กชายรอบกายนางได้แต่มองตาค้างเท่านั้นเอง
                เย่จื่อหวินปรากฏคำถามในใจ ระยะหลังเซียวหนิงเอ๋อมักมีอาการเหม่อลอยอยู่บ่อยครั้ง นางนึกสงสัยอย่างยิ่งว่าเซียวหนิงเอ๋อมีปัญหาใดติดค้างในใจหรือไม่ นางคงไม่ได้ตกหลุมรักเนี่ยหลีกระมัง? เย่จื่อหวินไม่เข้าใจ เด็กแซ่เนี่ยผู้นั้นมีดีอันใด เด็กหญิงที่หยิ่งทะนงเช่นเซียวหนิงเอ๋อจึงหลงรักเขา

                ขณะเสิ่นซิ่วสอน สายตาของนางกวาดผ่านที่นั่งว่าเปล่าของพวกเนี่ยหลี และสบถในใจ “เด็กแซ่เนี่ยนั่นคงกำลังคร่ำเคร่งฝึกฝนสินะ แล้วอย่างไร เด็กบัดซบนั่นคิดว่าเพียงฝึกฝนอย่างบ้าคลั่งแล้วจะสามารถบรรลุระดับทองแดงได้ง่ายๆภายในสองเดือนเช่นนั้นหรือ? ไม่มีทางเป็นไปได้หรอก”


                หากเนี่ยหลีครอบครองเขตแดนวิญญานเขียวหรือระดับสูงกว่า เด็กชายอาจสามารถกระทำได้จริงๆ แต่เนี่ยหลีกลับมีเพียงเขตแดนวิญญานสีชาดเท่านั้น ในสายตาของนางเนี่ยหลีมีแต่เปิดประตูแพ้ และในเมื่อเขากล้าแข็งข้อกับนางต่อหน้าฝูงชน เขาย่อมต้องชดใช้!

นางคาดฝันถึงภาพของเนี่ยหลีหลังถูกขับออกจากสถานศึกษาว่าจะอเนจอนาถถึงเพียงไหน

เสิ่นซิ่งแสดงความสะใจออกทางใบหน้าอย่างชัดแจ้งขณะสอนต่อไปเรื่อยๆ “ชาด ส้ม เหลือง เขียว ฟ้า คราม ม่วง คือสีของเขตแดนวิญญานทั้งเจ็ด สีชาดคือลำดับที่ต่ำที่สุด ในประวัติศาสตร์นับร้อยปีของนครรุ่งโรจน์ มีเพียงน้อยนิดเท่านั้นที่บรรลุระดับเงินได้ หากไม่มีโชคชะตาพิสดาร เขตแดนวิญญานสีชาดบรรจุพลังวิญญาณได้เพียงหกร้อยจุดเท่านั้น ยิ่งเข้าใกล้ระดับนั้นเท่าไหร่ ความยากจะยิ่งยากขึ้นเป็นเงาตามตัว

                ฟังคำของเสิ่นซิ่ว กลุ่มนักเรียนสามัญชนต่างแสดงสีหน้าเสียดายออกมาอย่างชัดเจน พลังวิญญาณสูงสุดหกร้อย หมายความว่าหากไม่มีโชคใดๆ เขาสามารถบรรลุได้เพียงระดับทองแดงห้าดาวเท่านั้น
                เด็กที่มีเขตแดนวิญญานสีชาดต่างรำพึงรำพันต่อโชคชะตา ไยต้องมอบมาเพียงระดับต่ำถึงเพียงนี้

“มีบางสิ่งถูกฟ้ากำหนดไว้ตั้งแต่แรก เราได้เพียงยอมรับชะตากรรม คนบางคนสูงส่งแต่แรกเกิด คนบางคนเป็นได้เพียงสามัญชนคนธรรมดาเช่นกัน!” เสิ่นซิ่วหัวเราะเยาะ

คิ้วของเย่จื่อหวินและเซียวหนิงเอ๋อร์ขมวดมุ่นด้วยความรังเกียจในคำพูดของเสิ่นซิ่ว พวกนางไม่ชมชอบเสิ่นซิ่วตั้งแต่แรกพบ คำพูดจาของนางสาหัสเกินไป ขณะที่นครรุ่งโรจน์ยังมีภัยจากสัตว์ภูติ หญิงนางนี้ยังคงกระพือความขัดแย้งระหว่างสามัญชนกับคนสูงศักดิ์โดยไม่รู้กาลเทศะ

                นักเรียนสามัญชนกำหมัดแน่น เลือดแดงประหนึ่งจะไหลหลั่งจากใจกลางฝ่ามือ แม้พวกเขาจะโกรธแค้นเสิ่นซิ่วเพียงใด แต่พวกเขาจำต้องทน ไม่ใช่ทุกคนที่จะกล้าขัดแย้งกับอาจารย์ด้วยการท้าพนันออกจากสถานศึกษา          

พวกเขาไม่กล้าที่จะกระทำเช่นนั้น และด้วยเหตุนี้ พวกเขายอมรับความกล้าของเนี่ยหลีอย่างยิ่ง ที่เนี่ยหลีไม่รู้คือการหยามหยันนักเรียนสามัญของเสิ่นซิ่วกลายเป็นแรงผลักดันให้นักเรียนทุกคน นักเรียนสามัญแทบทุกคนล้วนหวังให้เนี่ยหลีได้ชัย ขับอาจารย์บัดซบนางนี้ออกไป การกระทำของเนี่ยหลีนั้นเป็นที่ยอมรับของทุกคน

                เมื่อเวลาผ่านไป เหตุการณ์ที่เนี่ยหลีตบหน้าตระกูลเทพศักดิ์สิทธิ์อย่างจังและการพนันระหว่างเขากับเสิ่นซิ่วกลายเป็นที่รับรู้กันไปทั่ว แทบทุกคนในสถานศึกษาต่างพูดถึงเรื่องนี้ทั้งสิ้น
“เขากล้าบอกว่าเขาจะเพิ่มพลังวิญญาณจากห้าถึงร้อยในสองเดือน เขาไม่รู้ที่ต่ำที่สูงเกินไปแล้ว”
“ใช่ แม้แต่สุดยอดอัจฉริยะเขตแดนวิญญานฟ้ายังไม่กล้าบอกว่าจะสำเร็จได้”
“ข้าหวังว่าเนี่ยหลีจะกระทำสำเร็จ ข้าเกลียดหญิงนางนี้”
“ข้าก็ด้วย ถึงโอกาสเขาจะริบหรี่ก็เถอะ” นักเรียนเจ็ดในสิบส่วนของสถานศึกษาเป็นสามัญชน เนี่ยหลีต่อต้านเสิ่นซิ่วและตระกูลเทพศักดิ์สิทธิ์เป็นปากเป็นเสียงแก่พวกเขานั้นทำให้พวกเขาสนับสนุนเนี่ยหลีสุดใจ

 คนจำนวนมากไม่ชอบตระกูลเทพศักดิ์สิทธิ์ ในขณะที่เด็กในสกุลสูงบางส่วนยังรังเกียจเนี่ยหลี แม้สกุลเสิ่นกระทำผิด พวกเขายังถือเป็นสามสกุลหลักของนคร การกระทำของเนี่ยหลีคือการล่วงละเมิดผู้อาวุโสซึ่งมีผลต่อการควบคุมผู้คนในอนาคต พวกเขาเห็นว่าเนี่ยหลีนั้นคือเศษสวะในหมู่ชนชั้นสูง

“คนบางคนชอบยืนกับชนชั้นต่ำ ใครจะไปทำอะไรเขาได้” พวกเขากล่าวถึงเนี่ยหลี

 เที่ยงวัน
 นักเรียนส่วนใหญ่ของสถานศึกษากำลังรับประทานอาหาร หอสมุดเงียบเชียบ เนี่ยหลีกับพวกรับประทานอาหารร่วมกันก่อนเดินทางกลับหอสมุด

“เนี่ยหลี พลังวิญญาณของข้าบรรลุถึงแปดสิบเก้าจุดแล้ว ด้วยความเร็วระดับนี้ข้าจะบรรลุระดับทองแดงหนึ่งดาวภายในสัปดาห์นี้แล้ว” ตูเซอกระซิบ น้ำเสียงของเขาปกปิดความตื่นเต้นไว้ไม่มิด ความเร็วในการฝึกฝนของพลังปราณนี้ยากจินตนาการ

“ไม่เลวๆ” เนี่ยหลีกล่าว ความเร็วเช่นนี้เป็นเช่นที่เนี่ยหลีคาด
ไม่เพียงตูเซอ ลู่เปียวและพวกต่างก็ตื่นเต้นเช่นเดียวกัน พลังวิญญาณของพวกเขาเองล้วนก้าวหน้าไปไกล ด้วยความเร็วระดับนี้ พวกเขาบรรลุระดับทองแดงหนึ่งดาวได้ภายในสองเดือนแน่นอน

พวกเขาเพาะสร้างพลังได้เร็วเกินไป เร็วจนพวกเขาไม่เห็นว่าเป้าหมายในชีวิตนั้นเลื่อนลอยอีก พวกเขาก้าวหน้าเสมือนอยู่ในฝันเลยทีเดียว
“ถ้าเรามียาวิเศษ ความเร็วในการบำเพ็ญของเราจะเพิ่มไปกว่านี้อีก” เนี่ยหลีกล่าว

ฟังคำแล้วพวกทั้งหลายก็ตกใจ พวกเขายังไม่ได้ใช้ยาวิเศษช่วยในการบำเพ็ญ การบำเพ็ญกลับรวดเร็วเพียงนี้ ถ้ามียาวิเศษช่วย จะเร็วขึ้นได้อีกเท่าใด?
แต่พวกเขาจะหายาเหล่านั้นได้อย่างไร?ยาวิเศษที่ช่วยในการบำเพ็ญมีราคาหลายหมื่นเหรียญ

 แม้พวกเขาจะได้เงินจากการสังหารฝูงแพะมาหนึ่งหมื่นหกพันเหรียญ หักเพียงค่าหินวิญญาณอย่างเดียวก็เหลือแค่หนึ่งหมื่นเหรียญแล้ว

“พวกเจ้ากลับไปฝึกฝนต่อ ข้ามีธุระในคืนนี้ ข้ายังจะหาวิธีหาเงินเพิ่มจากเงินหนึ่งหมื่นนี้อีกด้วย” เนี่ยหลีกล่าวกลั้นหัวเราะ เมื่อมีเงิน พวกเขาจะหาซื้อยาวิเศษเหล่านั้นได้
พวกเขาไม่รู้ว่าเนี่ยหลีวางแผนอะไร แต่ในเมื่อเนี่ยหลีมีแผนแล้วพวกเขาก็ไม่คิดจะสอด คืนนี้เนี่ยหลีกับเซียวหนิงเอ๋อร์มีนัด หากเนี่ยหลีช่วยเหลือนางขจัดโรคภัยได้ นั่นย่อมเป็นผลดี    ตูเซอและพวกคิดไม่ถึงว่าธุระที่ว่าคือการไปพบกับเซียวหนิงเอ๋อหาไม่แล้วพวกเขาคงเจ็บปวดใจยิ่ง เนี่ยหลีผู้นี้เห็นสตรีมาก่อนสหาย!





http://www.wuxiaworld.com/tdg-index/



#นิยาย พงศาวดารภูติ#Tale of the demon god#นิยายแปลไทย
Author(s)


1 ความคิดเห็น: