วันอาทิตย์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2559

Tale of the demon and god novel Chapter 13 – Testing the Innate Talent!

Tale of the demon and god novel Chapter 13 – Testing the Innate Talent!

นิยาย พงศาวดารภูติ ตอนที่ 13 ทดสอบพรสวรรค์ติดตัว


บทที่ 13 ทดสอบพรสวรรค์ติดตัว


“หนึ่งคนคนใช้หินวิญญาณหนึ่งก้อน หินก้อนนี้จงเก็บไว้กับตัวให้ดี ก่อนพลังวิญญาณจะบรรลุระดับห้าร้อยจุด หินก้อนนี้สามารถใช้ตรวจระดับพลังวิญญาณได้ เมื่อบรรลุห้าร้อยจุดแล้ว พวกเจ้าจะต้องใช้หินวิญญาณชั้นกลางแทน” เนี่ยหลีกล่าวขณะแจกจ่ายหินวิญญาณแก่ทุกคน

เห็นเนี่ยหลีแจกจ่ายหินวิญญาณแก่พวกเขาด้วย เว่ยหนาน จูเสียงจวิ้น และจางหมิงแสดงสีหน้าตื่นตระหนกยิ่ง

“พวกข้าจะรับของมีค่าเช่นนี้ได้อย่างไร?” เว่ยหนานกล่าว หินวิญญาณชั้นต้นก้อนหนึ่งมีราคาราวพันเหรียญจิตมาร ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของพวกเขาเป็นเวลาสองปียังไม่มากเพียงนี้ด้วยซ้ำ แต่เนี่ยหลีกลับแจกจ่ายพวกเขาเป็นของกำนัล

“ถูกแล้ว พวกข้ารับไว้ไม่ได้ๆ!” จูเสียงจวิ้นรีบเสริม
“เนี่ยหลีให้พวกเจ้า พวกเจ้าก็รับๆไปเถอะ พวกเจ้าไม่เห็นพวกเราเป็นพี่น้องหรืออย่างไร?” ตูเซอพูดเสียงเข้มพลางขมวดคิ้ว

                แม้ตูเซอเป็นสามัญชน เขากลับมีบารมีอยู่บ้าง พวกทั้งสามหันมองหน้ากันครู่หนึ่งก่อนพยักหน้า ในใจพวกเขาเต็มไปด้วยคำขอบคุณขณะรับหินวิญญาณจากเนี่ยหลี

“ขอบคุณพี่เนี่ย นับแต่นี้พี่คือผู้นำของพวกเรา แม้นมีคำสั่ง บุกน้ำลุยไฟไม่ขอบ่ายเบี่ยง!” ทั้งสามกล่าวพร้อมกัน พวกเขายอมรับเนี่ยหลีจากก้นบึ้งของจิตใจและยินดีติดตามเนี่ยหลี



ฟังคำของทั้งสาม เนี่ยหลียิ้มน้อยๆ มีพี่น้องเหล่านี้ แผนการของเนี่ยหลีย่อมสำเร็จโดยลงแรงเพียงครึ่ง!
“ตูเซอ เจ้าเริ่มก่อน” เนี่ยหลีมองตูเซอ กล่าวว่า “กระทำเหมือนที่เจ้ากระทำเมื่อครั้งสมัครเข้าสถานศึกษา”

“ได้” ตูเซอผงกศีรษะ ยกหินวิญญาณในมือขึ้น เด็กชายประจุพลังวิญญาณเข้าไปในหินช้าๆ หินวิญญาณก้อนนั้นค่อยๆเปล่งแสงเรืองรอง ประกายเจิดจ้าขึ้นทีละน้อย สาดสว่างทั่วใบหน้าที่อ่อนเยาว์หากมีเค้าลางของความเติบโตอยู่ในนั้น เปล่งเป็นกลุ่มหมอกของจุดแสงภายในหินวิญญาณประหนึ่งเต้นระบำ เมื่อพิจารณาจากความสว่างแล้ว ตูเซอยังห่างจากระดับทองแดงหนึ่งดาวอยู่ช่วงใหญ่

ที่เหลือล้วนจับจ้องในหินวิญญาณ ภายในกลุ่มหมอกเต็มไปด้วยจุดแสงเล็กๆกระจัดจายอยู่ จุดนั้นแทนพลังวิญญาณหนึ่งจุด

“เจ้าก้าวหน้าได้รวดเร็วนัก พลังวิญญาณเจ้าเพาะสร้างถึงห้าสิบสองจุดแล้ว” ลู่เปียวพูดอย่างตื่นเต้น ด้วยความรวดเร็วระดับนี้ ตูเซอจะเป็นบุคคลแรกในกลุ่มที่บรรลุระดับทองแดงหนึ่งดาว

ตูเซอหันมองเนี่ยหลี เด็กชายยังคงเพ่งสมาธิมองหินวิญญาณ ในสายตาของเขา จำนวนของพลังวิญญาณมิใช่ประเด็นสำคัญ หลักสิบหรือร้อยไม่ได้มีความหมายใด ที่สำคัญคือธาตุและรูปแบบต่างหาก   ภายในหินวิญญาณมีจุดแสงสีขาวบางจุดที่เปล่งประกายแสงสีแดงหม่น บางคราก็เคลื่อนตัวประกอบเป็นรูปร่างต่างๆกันประหนึ่งกลุ่มเมฆ

                เห็นดังนี้ เนี่ยหลีก็ปรากฏสีหน้าตกใจขึ้นอย่างชัดแจ้ง พูดระโหยว่า “เป็นธาตุอสนี รูปแบบเมฆอสนีกิเลนฟ้า(เทียนหลินเหลยหวิน)” ไม่แปลกใจว่าเหตุใดพลังการบำเพ็ญของตูเซอนั้นพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ด้วยเขตแดนวิญญานในรูปแบบเมฆอสนีกิเลนฟ้า จับคู่กับธาตุอสนีนับเป็นคู่ที่ลงตัวเป็นที่สุด น่าเสียดายที่ชาติก่อนตูเซอได้เพียงฝึกฝนอาคมในสายเพลิงวิเศษซึ่งเป็นธาตุไฟ การบรรลุระดับทองคำหนึ่งดาวนับเป็นที่สุดแล้วจริงๆ แต่ชาตินี้ เมื่อมีเนี่ยหลี ตูเซอจะพัฒนาอย่างก้าวกระโดด


“ธาตุอสนี รูปแบบเมฆอสนีกิเลนฟ้า?” ทุกคนล้วนแสดงสีหน้างงงวยกับคำพูดของเนี่ยหลี
“อันที่จริงโลกนี้ไม่มีเขตแดนวิญญานที่ใช้การไม่ได้มาก่อน ชาด ส้ม เหลือง เขียว ฟ้า คราม ม่วง ทั้งเจ็ดสีเป็นตัวแทนของความสามารถแต่กำเนิดของผู้คน ด้วยเหตุปัจจัยปลายประการ เขตแดนวิญญานบางรูปแบบฝึกฝนได้ง่ายดายกว่าก็จริง แต่นั่นมิได้หมายความว่าเขตแดนวิญญานแดงนั้นใช้การไม่ได้ หากเจ้าได้วิธีการฝึกฝนพลังที่เหมาะสม แม้แต่เขตแดนวิญญานชาดก็สำแดงอำนาจมหาศาลได้ มีเพียงผู้ไม่รู้ความเท่านั้นที่ใช้สีของเขตแดนวิญญานแบ่งชนชั้นของคน!” เนี่ยหลียิ้มน้อยๆขณะกล่าว

ฟังคำของเนี่ยหลี เด็กที่เหลือเหมือนมีสายฟ้าฟาดลงกลางใจ นี่เป็นเรื่องน่าตระหนกเกินไปแล้ว นับแต่เริ่มก่อตั้งนครเรืองโรจน์ เหล่าผู้ใช้ภูติชั้นตำนานล้วนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าเขตแดนวิญญานนั้นแบ่งลำดับขั้น ส้มเหนือชาด ครามเหนือฟ้า เนี่ยหลีกลับกล่าวว่าผู้ใช้ภูติชั้นตำนานเหล่านั้นล้วนเป็นพวกไม่รู้ความอย่างนั้นหรือ?
                หากจะเปรียบกันเรื่องความเข้าใจในธรรมชาติของเขตแดนวิญญาน เหล่าผู้ใช้ภูติในประวัติศาสตร์ของนครเรืองโรจน็นั้นไม่อาจเปรียบกับเนี่ยหลีแม้แต่น้อย เขายินดีถกเถียงกับผู้ใช้ภูติทุกคนในเรื่องนี้ด้วย

ในอดีตชาติ เนี่ยหลีนั้นก้าวข้ามระดับตำนานไปแล้ว บรรลุถึงระดับชั้นที่พวกเขามิกล้าจะวาดหวังถึง เนี่ยหลีกล่าวต่อว่า “เมื่อพวกเจ้าได้พบปราณที่เหมาะสม ไม่ว่าเขตแดนวิญญานชั้นใดล้วนบรรลุขั้นตำนานได้ทั้งสิ้น! ตูเซอถือครองเขตแดนวิญญานธาตุอสนี รูปแบบเมฆอสนีกิเลนฟ้า(เทียนหลินเหลยหวิน) ด้วยปราณที่เหมาะสม อาคมในธาตุอสนี และจิตภูติกลุ่มกิเลนฟ้า ความสำเร็จของเจ้าย่อมยากจะประเมินได้ ในทางกลับกัน พลังของเจ้ากลับจะตกต่ำลงหากฝึกฝนสิ่งอื่น มิพักเอ่ยถึงความเชื่องช้าในการฝึกฝน”

               ฟังคำของเนี่ยหลี ใบหน้าของตูเซอเต็มไปด้วยความเจ็บช้ำ กล่าวว่า “น่าเสียดายที่อาคมอสนีบาตในนครนั้นไม่สมบูรณ์ แม้จะยังหลงเหลือคัมภีร์โบราณ แต่ภาษาโบราณเหล่านั้นก็…” ตูเซอพูดได้ครึ่งทาง พลันนึกได้ว่าเนี่ยหลีนั้นสามารถเข้าใจคัมภีร์อสนีบาต แววตาของเด็กชายมองเนี่ยหลีด้วยความหวัง
                ขณะเดียวกันเนี่ยหลีเองเผยยิ้มเหมือนเด็กชายนั้นถือไพ่ไว้ในมือพร้อมพรัก กล่าวว่า “มีข้าอยู่ตรงนี้ ไม่มีสิ่งใดต้องเป็นห่วงอีก เพียงวิธีฝึกพลังปราณอสนี ในมือข้ามีสุดยอดวิชาอัสนีอยู่หกสิบเก้าประการ เจ้าต้องการวิชาใด?”
                วิชาประกายอสนีชาด (ชี่เหลยเทียนหว่อ)? ไม่ดีนัก พลังนี้เกรี้ยวกราดเกินไป ช่วงท้ายของการบำเพ็ญสามารถทำให้เส้นชีพจรบาดเจ็บได้ง่าย พลังกิเลนฟ้า(เทียนหลิน)? พลังนี้เหมาะกับสภาพของร่างกายของตูเซออย่างยิ่ง ปัญหามีเพียงวิชานี้เป็นวิชาที่ไม่เคยมีใครฝึกฝนมาก่อนแม้แต่ผู้คิดค้น ในสายตาของเนี่ยหลี เก้าขั้นแรกของวิชานี้ปลอดภัยอย่างยิ่ง มีเพียงสามขั้นสุดท้ายที่ลำบากอยู่บ้าง

 ความแข็งแกร่งของพลังกิเลนฟ้ามิพักต้องเอ่ยถึง เพียงบรรลุขั้นเก้าก็นับว่าสะท้านฟ้าสะเทือนดินแล้ว บรรลุสามขั้นสุดท้ายหรือไม่ล้วนแล้วแต่วาสนาของตูเซอเอง
“ข้าแนะนำให้เจ้าฝึกพลังกิเลนฟ้า นี่เป็นหนึ่งในสามปราณอสนีที่แข็งแกร่งที่สุด ข้าจะถ่ายทอดเคล็ดวิชานี้ให้ ในอนาคตยังจะมอบวิชายุทธ์อีกหลายแขนงให้แก่เจ้า”เนี่ยหลีถ่ายทอดเคล็ดวิชาแก่ตูเซอโดยไม่ปิดบัง เคล็ดวิชาของพลังกิเลนฟ้าไม่ซับซ้อนนัก ตูเซอจดจำได้อย่างรวดเร็ว

เมื่อสวดเคล็ดวิชาได้รอบหนึ่ง ตูเซอพลันตื่นตระหนก พลังกิเลนฟ้านี่แข็งแกร่งกว่าพลังใดๆที่เคยเห็นมาก่อน เพียงสวดเบาๆ ตูเซอพลันรู้สึกได้ว่าเขตแดนวิญญานของเขากระเพื่อมอย่างรุนแรง พลังวิญญาณเปล่งพลังออกมาเต็มที่ เด็กชายยังไม่ได้เริ่มฝึกฝนอย่างจริงจัง แต่กลับรู้สึกได้ว่าพลังวิญญาณนั้นเพิ่มขึ้นแล้ว

นี่นับเป็นสัญญาณที่ดีว่าเมื่อฝึกฝนพลังกิเลนฟ้าอย่างจริงจัง พลังวิญญาณของเด็กชายจะพุ่งขึ้นอย่างก้าวกระโดดตลอดเวลาที่ผ่านมา ตูเซอนั้นพบเจอกับชะตากรรมอดมื้อกินมื้อของครอบครัวมาตลอด เด็กชายหวังจะพลิกเปลี่ยนโชคชะตาของครอบครัว แต่ก็รู้ดีว่านั่นเป็นความฝันไกลตัวอย่างหนึ่ง หากในบัดนี้ ตูเซอรู้ได้ทันทีว่าหากเขาเริ่มต้นฝึกฝนพลังกิเลนฟ้าแล้ว สิ่งเหล่านี้จะไม่กลายเป็นปัญหาอีก ทุกอย่างของเขากลับถูกมอบให้โดยเนี่ยหลีนี่เอง

“ข้าจะมอบบันทึกเกี่ยวกับรายละเอียดของวิชานี้แก่เจ้าในอีกไม่กี่วัน” เนี่ยหลีกล่าวพลางยิ้มน้อยๆ

ตูเซอขอบคุณเนี่ยหลีจากใจ สองตาแดงก่ำ กล่าวอย่างเคร่งเครียดว่า “บุญคุณที่มอบพลังกิเลนฟ้าแก่ข้า ข้าจะไม่ลืมเลือน หากในอนาคตเจ้ามีข้อขอร้องใด แม้ต้องฝ่าดงภูเขาดาบลงกะทะทองแดง หากข้าชักช้าแม้แต่น้อยขอให้ฟ้าผ่าตาย!!”

“อย่าพูดเช่นนั้น พวกเราล้วนเป็นพี่น้อง นี่เป็นเพียงวิธีฝึกพลังเท่านั้นเอง” เนี่ยหลียิ้มตบหลังตูเซอเบาๆ
สำหรับเนี่ยหลี นี่เป็นแค่วิธีฝึกพลัง แต่สำหรับตูเซอแล้วความสำคัญของเขาใหญ่หลวงยิ่งนัก

                ขณะเดียวกัน ลู่เปียวเองไม่อาจอดทนรอได้อีก กล่าวว่า “พวกเจ้าพร่ำเพ้อวาจาไร้สาระมานานแล้ว เมื่อเป็นพี่น้องกัน มีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ร่วมต้าน เนี่ยหลี ข้ามีเพียงเขตแดนวิญญานชาด ข้าจะฝึกพลังได้หรือไม่?”
“แน่นอน ไม่ว่าผู้ใดล้วนฝึกพลังได้ แม้จะมีเพียงเขตแดนวิญญานสีชาด เพียงแต่วิธีฝึกปราณเท่านั้นที่แตกต่างกันไป” เนี่ยหลีกล่าวด้วยรอยยิ้ม
                ลู่เปียวประจุพลังวิญญาณลงในหินวิญญาณโดยพลัน หินวิญญาณเริ่มเปล่งแสงริบหรี่ จุดแสงหลายจุดมีประกายสีแดงหมุนวน ความสว่างนั้นดูจะน้อยกว่าตูเซอมาก เห็นดังนี้ใบหน้าของลู่เปียวก็แดงฉาน พลังวิญญาณของเขาต่ำเตี้ยเกินไป

“เขตแดนวิญญานชาด ธาตุแรกกำเนิด(ฮุ่นตุ้น) รูปแบบตะวันแดง(ชี่หยาง)” เนี่ยหลีขมวดคิ้ว กล่าวว่า “รูปแบบตะวันแดงถือเป็นรูปแบบทั่วไป แต่เมื่อมีธาตุแรกกำเนิดอยู่ด้วย นับว่าหายากยิ่งนัก มีเพียงหนึ่งในแสนเท่านั้นที่จะพบธาตุนี้ เหตุใดไม่ฝึกฝนพลังวิญญาณศักดิ์สิทธิ์แรกกำเนิด(ฮุ่นตุ้นเสิ้งหลิง)เล่า!”

(混沌 Hun4Dun4 อ่านว่าฮุ่นตุ้น คือภาวะแรกกำเนิดของจักรวาล หนังสือไคเภ็กกล่าวว่าเดิมจักรวาลเป็นไข่ใบหนึ่งเรียกว่าฮุ่นตุ้น ต่อมาผานกู่(พระพนโกสีห์) ถือกำเนิด ใช้กายยันเปลือกไข่แยกออกจากกัน ส่วนหนักจมลงล่าง ส่วนเบาลอยขึ้นบน เรียกว่าฟ้าดิน บ้างกล่าวว่าดั้งเดิมฟ้าดินขมุกขมัว ขมุกขมัวในที่นี้บรรยายสภาวะของฮุ่นตุ้นนั้นเอง)

“พลังวิญญาณศักดิ์สิทธิ์แรกกำเนิด? แข็งแกร่งหรือไม่?” ลู่เปียวาถามอย่างตื่นเต้น ด้วยเพียงนามนั้นก็ข่มขวัญผู้คนแล้ว
“แน่นอน พลังวิญญาณศักดิ์สิทธิ์แรกกำเนิดไม่ด้อยกว่าพลังกิเลนฟ้าแน่นอน วิชานี้ไม่ต้องการการฝึกฝนมากนัก ต้องการเพียงให้ฟูมฟักธาตุแรกกำเนิดในร่างกายเท่านั้น เหมาะกับเจ้าอย่างยิ่ง”
เนี่ยหลีกล่าวพลางหัวเราะร่า “จะฝึกฝนได้ถึงขั้นไหนอยู่ที่วาสนาของเจ้าเองทั้งนั้น”

ฟังคำของเนี่ยหลี ดวงตาของลู่เปียวฉายประกายวาบ วิชานี้เหมาะกับเขายิ่งกว่าอะไรทั้งนั้น เด็กชายหัวเราะคิกกล่าวว่า “ข้าไม่ต้องการบรรลุระดับสูงสุดยอด เพียงบรรลุระดับเงินขาวหนึ่งดาวข้าก็พอใจแล้ว”
เงินขาวหนึ่งดาว... ถ้าผู้ให้กำเนิดพลังวิญญาณศักดิ์สิทธิ์แรกกำเนิดรู้ว่าความฝันของลู่เปียวยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้ เขาคงสำลักอากาศตายแล้ว
             
“เงินขาวหนึ่งดาว...” เนี่ยหลีไร้คำพูด เด็กชายรู้ดีว่าอีกไม่นานลู่เปียวจะได้รู้ว่าความฝันของเขาไร้สาระถึงเพียงไหน เมื่อฝึกฝนพลังวิญญาณศักดิ์สิทธิ์แรกกำเนิด การจะจับเจ่าอยู่ที่ระดับเงินขาวหนึ่งดาวนั้นเป็นไปไม่ได้ เมื่อฟูมฟักธาตุแรกกำเนิดในร่าง พลังการบำเพ็ญของลู่เปียวย่อมพุ่งทะลุฟ้าเช่นกัน

                เนี่ยหลียังทำการทดสอบเว่ยหนาน จูเสียงจวิ้น และจางหมิงก่อนมอบเคล็ดพลังให้กับพวกเขา แม้จะไม่อาจเปรียบได้กับพลังวิญญาณศักดิ์สิทธิ์แรกกำเนิดหรือพลังกิเลนฟ้า เคล็ดวิชาของเนี่ยหลียังคงเหนือกว่าวิชาอื่นใดในนครรุ่งโรจน์ มิพักว่าวิชาเหล่านี้ยังเหมาะสมกับลักษณะนิสัยของพวกเขาอย่างยิ่ง ความสำเร็จในอนาคตต้องไม่ต่ำต้อยเด็ดขาด

เพียงบรรลุระดับทองแดงห้าดาวแล้วได้ครอบครองจิตภูติที่เหมาะสม อำนาจในการรบของพวกเขาจะพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

เนี่ยหลีหันมองหินวิญญาณในมือตนเอง เด็กชายเตรียมทดสอบพรสวรรค์ติดตัวของตนเอง ด้วยเหตุผลหลายประการในชาติก่อน เนี่ยหลีก้าวออกนอกเส้นทางปกติ ทั้งพลังปราณที่ฝึกฝนยังปนเปกันไปหมด นั่นทำให้ช่วงท้ายของการบำเพ็ญเพียรนั้นขาดความแข็งแกร่งไป ดังนั้นครั้งนี้ เขาจะค้นหาพลังปราณที่เหมาะสมกับตัวเขาที่สุด!!




http://www.wuxiaworld.com/tdg-index/



#นิยาย พงศาวดารภูติ#Tale of the demon god#นิยายแปลไทย
Author(s)

1 ความคิดเห็น: