วันอาทิตย์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2559

Tale of the demon and god novel Chapter 12 – Soul Realm

Tale of the demon and god novel Chapter 12 – Soul Realm

นิยาย พงศาวดารภูติ ตอนที่ 12 เขตแดนวิญญาน


บทที่ 12 เขตแดนวิญญาน

 เนี่ยหลีจัดการเรื่องราวไปในทางนี้ หากตระกูลเทพศักดิ์สิทธิ์ยังวุ่นวายกับเนี่ยหลี นั่นมิได้หมายความว่าตระกูลเทพศักดิ์สิทธิ์เป็นกลุ่มก้อนของความชั่วร้ายหรืออย่างไร?
 ไม่ว่าจะเป็นเสิ่นซิ่วหรือเสิ่นเยว่ล้วนคั่งแค้นจนแทบกระอักเลือด

                เย่จื่อหวินมิอาจหักห้ามใจ นางหันไปมองเนี่ยหลีอีกครั้ง นางไม่เคยคิดมาก่อนว่าเนี่ยหลีจะกล้าตั้งตนเป็นศัตรูกับตระกูลเทพศักดิ์สิทธิ์ หนึ่งในสามตระกูลหลักของนครอย่างเปิดเผย ในระยะไม่นานมานี้เอง ทุกการกระทำของเนี่ยหลีทำให้นางมิอาจมองข้ามการคงอยู่ของเนี่ยหลีได้ ความสงสัยผุดขึ้นกลางใจนาง เนี่ยหลีผู้นี้เป็นบุรุษเยี่ยงไร?
                ทางฝ่ายเซียวหนิงเอ๋อร์นั้น เมื่อได้ยินเด็กชายใช้คารมคมคายทิ่มแทงช่องโหว่ของสกุลเสิ่น นางเองก็อดยินดีไม่ได้ ทางบ้านของนางต้องการให้นางตบแต่งให้กับสกุลเสิ่นตลอดมา หากแต่ในใจของนางนั้นขัดแย้งกับคำสั่งอย่างยิ่ง นางมิได้นิยมชมชอบตระกูลเทพศักดิ์สิทธิ์แต่ต้น ฟังคำเนี่ยหลีข่มคนจากสกุลเสิ่นทั้งสองจนสิ้นวาจาจะถกเถียงได้อีก นางเองอดหัวเราะคิกคริมิได้ ขณะเดียวกันในก้นบึ้งของจิตใจนางก็ยิ่งรู้สึกนิยมในตัวเนี่ยหลีมากขึ้น คนผู้หนึ่งต้องมีความรู้ลึกล้ำเพียงไหนจึงสามารถบอกที่มาของอาคมระเบิดเพลิงสีชาดได้ด้วยการกวาดตามองเพียงแวบเดียว? นั่นหมายความว่าขณะที่คนอื่นๆกำลังปล่อยเวลาให้ผ่านไปอย่างเปล่าประโยชน์ เนี่ยหลีผู้นี้ใช้เวลาคร่ำเคร่งอ่านตำราตลอดมา



 ขณะเดียวกัน นอกห้องเรียน ลู่เหย่พุ่งตัวกลับมาหาผู้เฒ่าชุดเทาและรองเจ้าสำนักอย่างรวดเร็ว ก่อนส่งคัมภีร์อสนีบาตแก่ผู้เฒ่าชุดเทา
รองเจ้าสำนักเย่เสิ้งพิจารณาสีหน้าของผู้เฒ่าชุดเทาเป็นระยะๆ  ชายชราในชุดเทานั้นพลิกคัมภีร์ไปถึงหน้าที่สามสิบของบทที่เจ็ด แผนภูมิที่หก เมื่อเห็นอาคมบนกระดานกับอาคมอสนีบาตที่บันทึกไว้และนำมาเปรียบเทียบกันแล้ว ใบหน้าของเขาก็กลายเป็นบิดเบี้ยว เขายืนเงียบงันไร้วาจา

 เย่เสิ้งไม่บังอาจออกปาก นี่คือเรื่องฉาวโฉ่ของตระกูลเทพศักดิ์สิทธิ์ เกี่ยวพันกับชนชั้นปกครองของนครเรืองโรจน์ เย่เสิ้งย่อมไม่บังอาจออกความเห็นใดๆ ผู้เฒ่าชุดเทานั้นมองคัมภีร์อสนีบาตซ้ำไปซ้ำมา เนื้อหาและรูปภาษาในหนังสือนั้นซับซ้อนอย่างยิ่ง แม้แต่เขายังเข้าใจไม่ถึงหนึ่งส่วน เนี่ยหลีย่อมมีความรู้ลึกล้ำไพศาล นั่นยิ่งทำให้เขาประหลาดใจยิ่งขึ้น เขายืนนิ่งอยู่ครู่ก่อนเอ่ยปากถามว่า “ศิษย์ผู้นี้มีพรสวรรค์เพียงใดกัน?”

เย่เสิ้งเหลือบมองลู่เหย่ สำหรับนักเรียนที่ไร้ชื่อเช่นนี้ รองเจ้าสำนักเช่นเขาย่อมไม่ได้รับรู้เรื่องราวใดๆ ลู่เหย่รีบตอบคำ “ข้าเพิ่งได้ดูข้อมูลของศิษย์ผู้นี้ เขามีเพียงเขตแดนวิญญาณสีชาดขอรับ”ชายชุดเทาผงกศีรษะ เอ่ยว่า “ช่างเป็นเคราะห์กรรมนัก เด็กผู้นี้รู้หนังสือดีเยี่ยม หากกลับมีพรสวรรค์เพียงเท่านี้ หาไม่แล้วอนาคตของเขาย่อมน่าจับตามองนัก เย่เสิ้ง จัดสรรตำแหน่งบรรณารักษ์หอสมุดให้แก่เขา”

“ขอรับ” เย่เสิ้งพยักหน้ารับคำในทันที เขารู้ดีว่าผู้เฒ่าชุดเทาเบื้องหน้านี้นิยมผู้มีความรู้ความสามารถ แม้พรสวรรค์แต่กำเนิดของเนี่ยหลีจะต่ำต้อย เด็กชายกลับทรงภูมิจนสามารถแม้แต่อ่านคัมภีร์อสนีบาต เมื่อเป็นบรรณารักษ์หอสมุด เด็กชายย่อมสามารถศึกษาค้นคว้าตำราเหล่านี้ได้ง่ายดายยิ่งขึ้น คนในนครเรืองโรจน์ล้วนแต่ยุ่งวุ่นวายกับการเพาะสร้างพลังส่วนตน เพียงน้อยคนนักที่ยินดีทุ่มเทเวลาศึกษาค้นคว้าหนังสือโบราณเช่นนี้ การจัดการเช่นนี้ยังเป็นไปเพื่อการปกป้องตัวเนี่ยหลีเอง ไม่ว่าดีร้ายเพียงใดงานของบรรณารักษ์นั้นอยู่ภายในเขตสถานศึกษา เช่นนี้ตระกูลเทพศักดิ์สิทธิ์เองก็ไม่สามารถกดดันเนี่ยหลีได้แม้แต่น้อย

                หากแต่เนี่ยหลีนั้นเกรงการกดดันจากสกุลเสิ่นแน่หรือ? หากเป็นอดีตชาติ เนี่ยหลีคงซุกหัวหลบหางไปก่อนแล้วด้วยความกลัวเกรงอำนาจของสกุลเสิ่นถึงขีดสุด หากแต่ครานี้เนี่ยหลีจะไม่ยินยอมกล้ำกลืนดีขมอีก

ความแค้นทั้งหลายล้วนบ่มไว้อย่างดีแล้ว และเนี่ยหลีจะชดใช้คืนให้อย่างสาสม!
เสิ่นซิ่วมองเนี่ยหลีด้วยความชิงชังถึงขีดสุด กล่าวเสียงเย็นว่า “เรื่องวันนี้ ข้าจะจดจำไว้อย่างดี” เสิ่นซิ่วเป็นบุคคลที่งำความแค้นไว้กับตัวเสมอ ในฐานะครูของเนี่ยหลี นางมีร้อยพันวิธีที่จะจัดการกับเขา

เหอะเหอะ เนี่ยหลีแค่นหัวร่ออย่างไม่ใส่ใจ หญิงไร้ยางอายนางนี้กลับกล้าใช้ฐานะอาจารย์ข่มขู่ศิษย์ ต่อไปนี้ต่อให้สกุลเสิ่นไม่รังควาญเนี่ยหลี เขาก็จะตามรังควาญตระกูลเสิ่นถึงที่สุด

นี่เป็นเพียงแค่บทโหมโรงเท่านั้น เนี่ยหลียังมีแผนการอีกมากรอให้สกุลเสิ่นมาติดกับ หากแต่เด็กชายยังไม่ต้องการเปิดเผยตัวเร็วเกินไปนัก ด้วยเขายังมีพลังไม่เพียงพอจะต่อกรกับสกุลเสิ่น ไม่ว่าอย่างไรพวกเขาก็เป็นตระกูลหลักของนคร เนี่ยหลีย่อมเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งว่าเขาต้องเร่งสร้างความแข็งแกร่งอย่างรวดเร็วที่สุด

หลังเหตุการณ์จบลง เสิ่นซิ่วไม่มีกะจิตกะใจจะสอนอีก นางเร่งรัดบทเรียนให้จบลงอย่างรวดเร็วสิ่งที่เกิดขึ้นในชั้นเรียนกลายเป็นประหนึ่งไฟลามทุ่ง นักเรียนทั้งหลายบอกต่อกันเป็นทอดๆ ตระกูลเทพศักดิ์สิทธิ์ที่ทำตัวสูงส่งในยามสามัญ ครั้งนี้ไม่ว่าจะพยายามปกปิดอย่างไร การกระทำเช่นนี้ก็ละเมิดครรลองของผู้ใช้ภูติอย่างร้ายแรงและเป็นที่หยามเหยียดของผู้ใช้ภูติด้วยกัน ตระกูลเทพศักดิ์สิทธิ์ได้แต่เห็นว่าเนี่ยหลีนั้นเป็นหอกข้างแคร่ที่มิอาจถอน กลับเป็นว่าหากเนี่ยหลีเกิดเหตุไม่คาดฝันอันใด ตระกูลเทพศักดิ์สิทธิ์นั้นเองที่ต้องแบกหม้อก้นดำ การกระทำได้ไม่คุ้มเสียเช่นนี้สกุลเสิ่นย่อมไม่ยินดีกระทำอย่างยิ่ง การปกปิดความผิดจากผู้คนนั้นย่อมมิอาจเป็นไปได้


                หลังเหตุการณ์นี้ ชื่อเสียงของตระกูลย่อมได้รับผลกระทบอย่างใหญ่หลวง ฟังว่าประมุขตระกูลเสิ่นนั้นพยายามขอเข้าพบบิดาของเย่จื่อหวินผู้เป็นจ้าวนคร แต่ได้รับการปฏิเสธกลับมา  สำหรับเนี่ยหลีแล้วนี่นับเป็นเรื่องน่ายินดีประการหนึ่ง  แม้เด็กชายยังคิดไม่ออกว่าจะใกล้ชิดเย่จื่อหวินได้อย่างไร แต่หากทำลายพันธะหมั้นหมายระหว่างสองตระกูลได้ นั่นย่อมเป็นเรื่องน่ายินดีมิใช่หรือ? หลังเหตุการณ์ในวันนี้ ภาพลักษณ์ของเสิ่นเยว่ในสายตาของเย่จื่อหวินด้อยลงเล็กน้อย


ณ ห้องทำงานของรองเจ้าสำนัก
เสียงแหลมของเสิ่นซิ่วดังขึ้น

“รองเจ้าสำนักเย่เสิ้ง ศิษย์ชั้นเรียนนักรบฝึกหัดแซ่เนี่ยหามีความเคารพต่อผู้มีอาวุโสกว่าแม้แต่น้อย ศิษย์แซ่เนี่ยผู้นี้โต้เถียงและแสดงความเห็นขัดแย้งกับอาจารย์ในชั้นเรียนจนยากจะควบคุม ข้าร้องขอให้รองเจ้าสำนักพิจารณาขับเด็กคนนี้ออกจากสำนัก!” เสิ่นซิ่วพูดด้วยความกราดเกรี้ยว

                แม้ไม่มีคำสั่งของผู้เฒ่าท่านนั้น ด้วยภูมิปัญญาลึกล้ำของเนี่ยหลี แม้ไม่อาจก้าวขึ้นเป็นผู้ใช้ภูติที่ทรงพลังในอนาคต เขายังสามารถช่วงชิงความสำคัญเป็นที่ปรึกษาข้างกายของผู้ใช้ภูติที่ทรงพลังได้ เย่เสิ้งจะไล่ศิษย์มีอนาคตเช่นนี้ออกได้อย่างไร เนี่ยหลีเองยังได้รับความชื่นชมจากผู้เฒ่าชุดเทาอีกด้วย หากทางเสิ่นซิ่วเองก็เป็นคนของสกุลเสิ่น เย่เสิ้งจำต้องไว้หน้านางเช่นกัน เห็นดังนั้นเหย่เซิงก็ยิ้มให้นาง กล่าวว่า “ข้าจะพิจารณาเรื่องนี้อีกครั้ง การขับศิษย์ออกจากสถานศึกษาถือเป็นเรื่องใหญ่โตอย่างยิ่ง”

“รองเจ้าสำนักเหย่ ยังต้องใคร่ครวญอันใดอีกหรือ ข้าขอให้ขับเด็กคนนั้นออกในทันที หาไม่ข้าจะไม่สอนนักเรียนในชั้นเรียนนั้นเด็ดขาด!!” เสิ่นซิ่วกล่าวด้วยความโกรธเคือง ดวงตาของเย่เสิ้งทอประกายวาบ หญิงจากสกุลเสิ่นนางนี้หารู้ไม่ว่าเวลาใดควรหยุด เขากล่าวอย่างยิ้มแย้มว่า
“เช่นนั้นข้าจะโยกย้ายท่านไปชั้นเรียนอื่น ดีหรือไม่?”เสิ่นซิ่วตกตะลึง นางคิดว่าเย่เสิ้งจะไว้หน้านางผู้มาจากตระกูลหลัก แต่ในวาจาของเย่เสิ้ง นางกลับตีความหมายที่ซ่อนอยู่ในนั้นได้ เย่เสิ้งตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่าจะปกป้องเด็กแซ่เนี่ย หากนางถูกโยกย้ายขึ้นมา นางย่อมไม่มีโอกาสสร้างความเดือดร้อนแก่เขาอีก เสิ่นซิ่วสาปแช่งเย่เสิ้งในใจ กล้ำกลืนความโกรธแค้นทั้งหลายกล่าวว่า
“ไม่จำเป็นแล้ว ลืมเลือนเรื่องเช่นนี้ไปเสีย อีกสองเดือนจะมีการทดสอบนักรบฝึกหัด หากเด็กคนนั้นได้ตำแหน่งรั้งท้ายสามอันดับ รองเจ้าสำนักเหย่คงไม่มีข้อโต้แย้งอีกใช่หรือไม่ ตามกฏของสถานศึกษาแล้ว ผู้รั้งท้ายสามอันดับต้องถูกขับออกจากสถานศึกษา!”
           
“เช่นนั้นก็ไม่มีปัญหา” เย่เสิ้งหัวเราะ
เสิ่นซิ่วกัดฟันกรอด หมุนตัวเดินออกไปทางประตู เมื่อเห็นว่านางออกไปแล้ว แววตาของเย่เสิ้งก็ทอประกายเย็นเยียบ เสิ่นซิ่วพึ่งพาศักดิ์ฐานะของสมาชิกตระกูลเทพศักดิ์สิทธิ์เพื่อกระทำการเหิมเกริมและไม่เห็นหน้าผู้ใด เย่เสิ้งคิดอีกครั้ง แม้ผลลัพธ์การทดสอบของเนี่ยหลีจะอ่อนด้อย แต่ด้วยภูมิปัญญาลึกล้ำของเด็กชาย เขาไม่มีทางรั้งท้ายแน่นอน แม้จะรั้งท้ายสามอันดับเช่นนั้นจริง ผู้เฒ่าผู้นั้นคงต้องยื่นมือออกว่าจ้างเนี่ยหลีอยู่เช่นนั้นเอง
                ขณะเดียวกัน ที่หอสมุดชั้นสาม ที่นี่มีห้องเล็กๆมากมายซึ่งมีวัตถุประสงค์ให้เป็นห้องอ่านหนังสือของนักเรียน ขณะนี้กลับถูกยัดครองโดยกลุ่มของเนี่ยหลี เนื่องจากเนี่ยหลีถูกว่าจ้างให้เป็นบรรณารักษ์ของหอสมุด หน้าที่ของบรรณารักษ์ไม่ได้มีหน้าที่กำหนดชัดเจนทั้งยังได้เงินบำรุงสามร้อยเหรียญต่อเดือน มีผู้ใดปฏิเสธงานง่ายๆเช่นนี้กัน
                การที่สถานศึกษากล้วยไม้ศักดิ์สิทธิ์ว่าจ้างเนี่ยหลีเป็นเรื่องประหลาดยิ่ง แต่เมื่อเด็กชายใคร่ครวญถี่ถ้วน เขาก็เข้าใจ เป็นระดับสูงของสถานศึกษากล้วยไม้ศักดิ์เองพยายามปกป้องเนี่ยหลีจากการกดดันของตระกูลเทพศักดิ์สิทธิ์ แม้ตำแหน่งบรรณารักษ์จะไม่ใหญ่โต แต่ก็นับเป็นคนของสถานศึกษา แม้แต่ตระกูลเทพศักดิ์สิทธิ์ยังต้องหยุดคิดหากจะจู่โจมคนในคุ้มครอง

ด้วยเหตุนี้ เนี่ยหลีจึงรู้สึกขอบคุณสถานศึกษาแห่งนี้ยิ่ง
รองเจ้าสำนักเย่เซิงย่อมไม่ล่วงรู้ว่า ด้วยคำสั่งของผู้เฒ่าชุดเทาให้ว่าจ้างเนี่ยหลี สถานศึกษาจะได้รับประโยชน์มหาศาลในอนาคตอันใกล้นี้
“เนี่ยหลี งัดข้อกับสกุลเสิ่นเช่นนี้จะไม่มีปัญหาในภายหลังหรือ?” ตูเซอพูดหลังเงียบไปชั่วครู่ เขาเป็นบุคคลที่ระแวดระวังนัก
“ผู้ใดสนใจว่าดีหรือไม่ หากกระทำแล้วรู้สึกดีก็นับว่าทำได้ดีแล้ว” ลู่เปียวเผยอยิ้ม เห็นใบหน้าของเสิ่นซิ่วบิดเบี้ยวด้วยความโกรธ ลู่เปียวรู้สึกดีอย่างยิ่ง ไม่ว่าอย่างไรเขาก็เกลียดชังหญิงนางนี้เหลือเกิน

เนี่ยหลีหันมองตูเซอ พยักหน้ากล่าวว่า “ข้ารู้! หลายวันมานี้เราไม่ปรากฏตัวในชั้นเรียนอีก เสิ่นซิ่วคงกระวนกระวายน่าดูชม”
เห็นเนี่ยหลีกล่าวเช่นนี้ ตูเซอก็ไม่พูดอะไรอีก

                นอกจากเนี่ยหลี ตูเซอ และลู่เปียวแล้ว ในห้องยังมีนักเรียนสามัญชนอีกสามคน ทั้งสามคือกลุ่มคนที่เคยยืนหลังห้องเรียนเคียงข้างพวกเนี่ยหลีทั้งสามเมื่อคราวก่อน พรสวรรค์พวกเขานั้นต้อยต่ำ มีเพียงเขตแดนวิญญาณสีชาดเท่านั้น ทั้งสามมีนามว่า เว่ยหนาน จูเสียงจวิ้น และจางหมิง เนี่ยหลีเชื่อในตัวพวกเขาอย่างยิ่ง ชาติก่อนทั้งสามเป็นลิ่วล้อสายตรงของตูเซอ ความสัมพันธ์ของพวกเขากับเนี่ยหลีถือว่าไม่ดีนักแต่พวกเขาภักดีต่อตูเซออย่างยิ่ง ในการศึกสุดท้ายก่อนนครเรืองโรจน์ล่มสลาย เป็นพวกเขาที่ปกป้องนครจวบจนลมหายใจสุดท้าย พวกเขาสละชีพพร้อมพี่น้องร่วมสาบานของพวกเขา ตูเซอ

ในชาตินี้ กลุ่มนี้มีเนี่ยหลีเป็นผู้นำ
“ข้าใช้เงินหกพันเหรียญซื้อหินวิญญาณชั้นต้นมาหกชิ้น ข้าจะทดสอบความสามารถของพวกเจ้า” เนี่ยหลีกล่าวขณะมองหน้าทุกคน
“ทดสอบความสามารถ? เราได้รับการทดสอบเช่นนี้แล้วตั้งแต่แรกเข้าสถานศึกษามิใช่หรือ?” ตูเซอถามอย่างสงสัย

 เนี่ยหลียิ้มอย่างลี้ลับ กล่าวว่า “วิธีของข้าแตกต่างกับพวกเหล่านั้น”
                ทุกคนในห้องต่างสงสัย นับแต่ก่อตั้งนคร ทั้งหมดใช้วิธีทดสอบเช่นนี้มาตลอด พลังวิญญาณของพวกเขาถูกตัดสินแล้ว เนี่ยหลียังจะทดสอบเพื่ออันใดอีก? หินวิญญาณชั้นต้นราคาก้อนละหนึ่งพันเหรียญ เนี่ยหลีกลับซื้อมาทั้งหมดหกก้อน แต่แม้พวกเขาจะสงสัยต่อการกระทำของเนี่ยหลี แต่ภูมิปัญญาของเนี่ยหลีฉายออกในเหตุการณ์ก่อนหน้า พวกเขาย่อมฟังคำของเนี่ยหลีโดยไม่โต้แย้ง

“ปกติแล้ว หินวิญญาณที่ไม่เคยใช้นั้นจะมีความไวสูงสุด หากใช้ทดสอบเขตแดนวิญญาณของผู้คนจะมีความแม่นยำอย่างยิ่ง แต่เมื่อใช้ร่วมกัน หินวิญญาณจะถูกรบกวนและทำได้เพียงวัดสีและความแข็งแกร่งของเขตแดนวิญญาณ” เนี่ยหลีกล่าวกลั้วหัวเราะ

“เช่นนั้นนอนจากสีและความแข็งแกร่งของร่างกายแล้ว เรายังทดสอบอันใดได้อีก?” ลู่เปียวถามด้วยความสงสัย
“ธาตุและรูปลักษณ์ของเขตแดนวิญญาณ!” เนี่ยหลีตอบด้วยรอยยิ้ม
ตูเซอ ลู่เปียวและพวกหันไปมองหน้ากัน สิ่งที่เนี่ยหลีกล่าวดูลึกล้ำยิ่ง


http://www.wuxiaworld.com/tdg-index/



#นิยาย พงศาวดารภูติ#Tale of the demon god#นิยายแปลไทย

Author(s)

1 ความคิดเห็น: