วันอาทิตย์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2559

Tale of the demon and god novel Chapter 11 – Threatened

Tale of the demon and god novel Chapter 11 – Threatened

นิยาย พงศาวดารภูติ ตอนที่ 11 ขู่



บทที่ 11 ขู่


เมื่อเห็นปฏิกิริยาอันกราดเกรี้ยวของเสิ่นซิ่ว เนี่ยหลีขำเล็กน้อย กล่าวว่า “อาจารย์หญิงเสิ่นช่างรอบรู้นัก กลับกล่าวว่าคัมภีร์เช่นนั้นไม่เคยปรากฏเพียงเพราะท่านไม่เคยเห็นมาก่อน นี่หมายความว่าอาจารย์หญิงผ่านตาหนังสือทุกเล่มบนโลกนี้แล้วหรือไม่?”

เสิ่นซิ่วเองในชาติก่อนก็ไร้เหตุผลเช่นนี้


 “คัมภีร์อสนีบาต? โอ๊ะ ข้านึกออกแล้ว ข้ายืมหนังสือชื่อแบบนี้มาจากหอสมุด!”
นักเรียนสามัญชนผู้หนึ่งอุทานด้วยเสียงหวาดหวั่น เด็กชายนั้นยืมหนังสือมาสามเล่ม หนึ่งในนั้นคือคัมภีร์อสนีบาตเอง หากแต่เนื้อหาในคัมภีร์นั้นล้ำลึกนัก เด็กชายไม่เข้าใจแม้แต่น้อย เพียงแต่เขาลืมคืนหนังสือกลับไปเท่านั้น

                เสียงของเด็กชายยิ่งทำให้หน้าของเสิ่นซิ่วเขียวคล้ำ เด็กชายนั้นพลิกหนังสือ คัมภีร์ฉบับนี้เป็นฉบับคัดลอกหาใช่ต้นฉบับไม่ ภายในจารึกไว้ด้วยอักษรของอาณาจักรลมหิมะ เล่มแรกนั้นถูกแปลออกมาแล้ว หากแต่เล่มอื่นๆยังไม่ใช่ ภาษาจากยุคลมหิมะนั้นซับซ้อนจนคนทั่วไปไม่อาจเข้าใจ

                โดยไม่คาดฝันว่าหนังสือเช่นนี้จะมีอยู่จริง แม้แต่รองเจ้าสำนักเย่เสิ้งกับลู่เหยมองหน้ากันด้วยความตื่นตระหนก แม้ว่าพวกเขาคนหนึ่งเป็นถึงรองเจ้าสำนัก อีกคนเป็นปราชญ์ของสถานศึกษา หนังสือในหอสมุดมีอยู่มากกว่าล้านเล่ม เก้าในสิบส่วนนั้นหลงเหลือมาจากอดีตกาล ทั้งสองเองไม่อาจระบุชื่อของหนังสือทั้งหมดได้ ทั้งหนังสือจำนวนมากยังไม่มีใครแปลออกมาได้



                เมื่อครั้งเนี่ยหลีท่องไปทั่วพื้นทวีปในชาติก่อน ชายหนุ่มในครั้งนั้นเชี่ยวชาญเจ็ดภาษา เมื่อบรรลุชั้นตำนาน ชายหนุ่มในครั้งโน้นอ่านหนังสือจำนวนมหาศาลและไม่ลืมเลือนแม้แต่น้อย ไม่ต้องกล่าวถึงว่าชายหนุ่มหลบซ่อนตัวในช่องมิติของตำราภูติห้วงกาลลี้ลับหลายร้อยปี อ่านตำรานับล้านเล่ม

ดังนั้นย่อมไม่เป็นปัญหาแก่เนี่ยหลีแม้แต่น้อยเมื่อเขาต้องการอ่านภาษาของอาณาจักรลมหิมะ
แม้แต่ผู้เฒ่าชุดเทาที่นั่งอยู่กับอาจารย์ทั้งสองยังอดแสดงสีหน้าตื่นตะลึงไม่ได้ทั้งๆที่เขาไม่เคยอ่านคัมภีร์อสนีบาตแม้แต่น้อย

“เย่เสิ้ง ส่งคนไปค้นหาคัมภีร์อสนีบาตจากหอสมุดเดี๋ยวนี้” ชายชุดเทาสั่ง
“ขอรับ” เย่เสิ้งชายตามองลู่เหย่ ปราชญ์ชายไม่กล้าอิดออด พุ่งกายจากไปโดยพลัน

                นักเรียนในชั้นเรียนทุกคนต่างจับจ้องบนคัมภีร์อสนีบาตที่นักเรียนคนนั้นถืออยู่ แม้แต่เย่จื่อหวินกับเสิ่นเยว่ก็ตื่นตะลึงพอควร ในฐานะของสมาชิกตระกูลใหญ่ทั้งสาม ทั้งคู่อ่านหนังสือมามากมาย แต่ไม่เคยแม้แต่จะรู้ว่ามีคัมภีร์เล่มนี้อยู่ หนังสือเล่มนี้ซับซ้อนเกินไป มีผู้พยายามศึกษาเพียงน้อยนิด

                ในนครรุ่งโรจน์ มีอาคมเพียงสามชนิดเท่านั้นที่ยังพอถูกเก็บรักษาไว้ได้สมบูรณ์ คืออาคมสายลมหิมะ(ฟงเสวียะ) เพลิงวิเศษ(เสิ้นหว่อ) และคมประยุทธ์(จ้านเฟิง) แทบทุกคนจะได้ฝึกฝนอาคมทั้งสามชนิดนี้ อาคมอสนีบาตนั้นหายสาบสูญไปในยุคมืด เหลือเพียงตำราไม่กี่เล่มเช่นคัมภีร์อสนีบาต ทั้งหมดนั้นยังไม่ได้รับการแปล บางครั้งมีนักเรียนยืมมันไป แต่เมื่อพบว่าอ่านไม่ออก พวกเขาก็ส่งคืนในทันที
“นี่ไง บทที่เจ็ด คัมภีร์อสนีบาต”

                เด็กชายรีบพลิกหาเนื้อหาในหนังสือ คัมภีร์อสนีบาตหนึ่งเล่มหนาหลายร้อยหน้า ภายในเต็มไปด้วยรูปภาพ อักษร และลายอาคมอสนีบาต เนื้อหาหลังจากบทแรกไม่ได้รับการแปลไว้ อักษรที่โบราณและซับซ้อนทำให้ผู้อ่านปวดศีรษะแต่แรกเห็น เมื่อพลิกไปถึงบทที่เจ็ด นักเรียนคนนั้นก็ตระหนักว่าในบทนั้นเต็มไปด้วยอาคมหลายร้อยรูปแบบ เด็กชายเริ่มเทียบอาคมกับอาคมระเบิดเพลิงสีชาดบนกระดานทีละลวดลาย

เด็กในชั้นเรียนทุกคนต่างกระวนกระวาย เมื่อใดการค้นนั้นจะสิ้นสุด
                ใบหน้าของเสิ่นซิ่วแข็งค้างกล่าวว่า “เจ้าอาจพบหนังสือเล่มนี้จากมุมใดมุมหนึ่งในห้องสมุด ทั้งๆที่ไม่รู้ความหมายของถ้อยคำภายในแต่เจ้ากลับกล้าอวดอ้างว่าระเบิดเพลิงสีชาดมีที่มาจากหนังสือเล่มนี้ เด็กบัดซบ เจ้าบังอาจใส่ร้ายบรรพบุรุษสกุลเทพศักดิ์สิทธิ์ของข้า ถ้าเจ้าหาอาคมนั้นไม่เจอ ข้าจะส่งเรื่องแก่หอพิพากษ์เทพฟ้องร้องเจ้าลบหลู่บรรพชน!”

                เนี่ยหลีหัวเราะลั่น กล่าวว่า “อาจารย์หญิงแซ่เสิ่น ดูเหมือนจะเร็วไปที่จะกล่าววาจาเช่นนั้นหรือไม่? หนังสือเล่มนี้รอดพ้นจากยุคอาณาจักรลมหิมะ ผ่านเวลามาหลายพันปี ควรมีอยู่ก่อนการเกิดขึ้นของสกุลเทพศักดิ์สิทธิ์หรือไม่?”

“ถูกต้อง” เสิ่นซิ่วตอบพลางพยักหน้า ข้อความนี้เป็นข้อเท็จจริงที่ใครก็ไม่อาจโต้แย้ง
“เช่นนั้นเรื่องราวก็ง่ายขึ้น” เนี่ยหลีหันมองเด็กคนนั้น กล่าวว่า “พลิกไปหน้าสามสิบบทที่เจ็ด แผนภูมิที่หกของหน้าสามสิบ เทียบดูกับลายอาคมระเบิดเพลิงสีชาด”

                เห็นว่าเนี่ยหลีนั้นเต็มไปด้วยความมั่นใจ หัวใจของเสิ่นซิ่วหล่นวูบ หากเด็กชายค้นพบต้นกำเนิดของระเบิดเพลิงสีชาดจริงๆ นี่จะกลายเป็นจุดด่างพร้อยของสกุลเทพศักดิ์สิทธิ์ เนื่องจากตระกูลนั้นประกาศอ้างความเป็นเจ้าของอาคมระเบิดเพลิงสีชาดและอาคมสายเพลิงวิเศษอีกสิบหกชนิดว่าสร้างขึ้นโดยผู้ก่อตั้งตระกูล นั่นช่วยเพิ่มชื่อเสียงของตระกูลได้อย่างใหญ่หลวง หากคนทั่วไปพบว่าตระกูลลอกเลียนมาจากหนังสือโบราณ ชื่อเสียงของตระกูลย่อมได้รับผลกระทบแน่นอน

                เมื่อเห็นว่าใบหน้าของหญิงสาวแสดงความหวาดหวั่นออกมา เนี่ยหลีแอบยิ้มในใจ ชื่อเสียงของตระกูลเทพศักดิ์สิทธิ์มาจากการที่ตระกูลได้ครอบครองอาคมเพลิงวิเศษที่ถูกสร้างขึ้นโดยบุคคลในตระกูล ความสามารถที่เด่นล้ำของพวกเขาช่วยให้นครเรืองโรจน์มีความหวัง หากแต่ความจริงคือพวกเขาล้วนเป็นโจรลอกเลียนแบบทั้งสิ้น

                ในอดีตชาติ ระหว่างการล่มสลายของนคร ทุกตระกูลล้วนสู้เพื่อความอยู่รอด ตระกูลเทพศักดิ์สิทธิ์รับผิดชอบกำแพงเมืองฝั่งตะวันตก หากแต่ระหว่างสงคราม พวกเขากลับละทิ้งหน้าที่หลบหนีเข้าสู่เขตเทือกเขาบรรพชนเพื่อรักษาขุมกำลังไว้ นั่นทำให้กำแพงฝั่งตะวันตกกลายเป็นช่องโหว่ให้สัตว์ภูติลมหิมะฉกฉวยโอกาสยาตราทัพเข้านคร เนี่ยหลียังจำได้ดีถึงฉากอันน่าสยดสยองที่สัตว์ภูติเอาเลือดล้างนครได้ดี

เนี่ยหลีกับคนที่รอดชีวิตได้แต่หนีตายออกจากนคร เมื่อกำเนิดใหม่ เนี่ยหลีย่อมไม่มีความรู้สึกดีแต่ตระกูลเทพศักดิ์สิทธิ์”

‘ชาตินี้ข้าจะขับตระกูลจอมปลอมของพวกเจ้าออกจากนครให้จงได้’
 หากเด็กชายต้องการให้ตระกูลเทพศักดิ์สิทธิ์ถูกเกลียดชังจากประชาชนของนคร เขาต้องทำให้ตระกูลจอมปลอมนี้โผล่หางออกมาให้ได้


“หน้าสามสิบ แผนภูมิที่หก?” เด็กนักเรียนนั้นพึมพำ เมื่อมีคำแนะนำเช่นนี้ เด็กชายก็พบอาคมอสนีบาตที่ต้องการ

“หวา!”
เด็กในชั้นเรียนต่างอุทานด้วยความตื่นเต้น อาคมอสนีบาติรูปแบบนี้ประกอบด้วยสองท่อน ท่อนหนึ่งดูคล้ายอาคมระเบิดเพลิงสีชาด แต่อาคมระเบิดเพลิงสีชาดนั้นดูเรียบง่ายกว่าอาคมนี้มาก เหมือนถูกตัดย่นย่อลงไปครึ่งหนึ่ง
เนี่ยหลีกล่าวถูกต้อง!

                เสิ่นซิ่วกำหมัดแน่น ฝ่ามือขาวซีดไร้สีเลือด เมื่อเสิ่นเยว่ซึ่งนั่งอยู่ท่ามกลางเหล่านักเรียนหันมองเนี่ยหลี ในดวงตานั้นเต็มไปด้วยความเกลียดชัง เนี่ยหลีตัวบัดซบพยายามเลื่อยรากฐานของตระกูลเขาชัดๆ

                แน่นอนว่าเนี่ยหลีจับความอาฆาตแค้นของคนจากสกุลเสิ่นทั้งสองได้ เด็กชายหัวเราะในใจ คนของสกุลเสิ่นนั้นเหมือนกันหมด เมื่อพวกมันหาเหตุผลหลีกเลี่ยงไม่ได้ พวกมันก็จะโยนความผิดให้คนอื่น ถ้าไม่ได้กระทำความผิด ทำไมต้องกลัวคนเปิดโปง?

“แล้วอย่างไรหากต้นตระกูลของข้าดัดแปลงมาจากคัมภีร์อสนีบาตจริง?” เสิ่นซิ่วตอบเสียงเย็น
เนี่ยหลีหัวเราะร่า “อาจารย์หญิงดูไม่คุ้นเคยกับครรลองผู้ใช้ภูติ ต้องการให้ข้าอธิบายหรือไม่? ครรลองผู้ใช้ภูติถูกกล่าวไว้ตั้งแต่สามพันปีก่อน ผู้ใช้ภูติทุกคนต้องปฏิบัติตามครรลองนี้

ข้อที่หนึ่งร้อยหกสิบเอ็ด การนำมาซึ่งรูปแบบอาคม ลอกเลียนแบบอาคมจากผู้ใช้ภูติอื่นใดต้องระบุแหล่งที่มาไว้เสมอ ไม่สามารถกล่าวว่าสร้างขึ้นเองได้ด้วยประการใด นี่คือครรลองของผู้ใช้ภูติ”

“เจ้า.... เจ้า...” เสิ่นซิ่วตัวสั่นเทิ้มด้วยความโกรธ คำพูดของเนี่ยหลีแทงใจดำอย่างจัง เด็กชายประนามว่าตระกูลเทพศักดิ์สิทธิ์นั้นละเมิดครรลองผู้ใช้ภูติ หากแต่นางกลับไม่อาจโต้เถียงเนี่ยหลี

“หากพวกมันเรียนรู้จากอาคมระเบิดเพลิงอสนีบาตเพื่อสร้างอาคมใหม่ของตัวเองนั้นย่อมไม่เป็นไร หากประมุขรุ่นแรกของตระกูลเทพศักดิ์สิทธิ์กลับลดทอนย่อส่วนลงครึ่งหนึ่งแล้วบอกว่าเป็นอาคมที่สร้างขึ้นใหม่ นั่นไร้ยางอายเกินไปหรือไม่? หรือประมุขตระกูลรุ่นแรกมีความคับแค้นใดมิอาจเล่าขาน?”
เนี่ยหลีกระพริบตาปริบๆ ประหนึ่งเขาพูดเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับตัวเขาแม้แต่น้อย

 คำพูดอันแหลมคมของเนี่ยหลีทิ่มแทงจุดอ่อนของสกุลเทพศักดิ์สิทธิ์อย่างจัง หากมันกลับทำเสมือนเป็นผู้บริสุทธิ์ คนของสกุลเสิ่นทั้งสองรู้สึกอย่างฆ่าคนขึ้นกะทันหัน
 เด็กนักเรียนทั้งหลายซุบซิบกัน
“ประมุขรุ่นแรกของสกุลเทพศักดิ์สิทธิ์เป็นคนเช่นนี้เอง”
“มีคำบอกเล่าว่าประมุขสกุลรุ่นแรกนั้นเป็นเพียงผู้ใช้ภูติระดับทอง หากแต่ในแง่ของการค้นคว้าอาคม ท่านคือปรมาจารย์ผู้รังสรรค์อาคมสายเพลิงวิเศษขึ้นมากมาย มิใช่ว่าตระกูลเทพศักดิ์สิทธิ์คือผู้นำในสายเพลิงวิเศษหรอกหรือ?”

“ไม่คิดเลยว่าอาคมระเบิดเพลิงสีชาดจะถูกลอกเลียนมาจากหนังสือโบราณ”
“ข้าเคยเห็นบันทึกอาคมสายลมหิมะ อาคมที่บันทึกไว้ล้วนถูกทำซ้ำและดัดแปลงจากหนังสือโบราณที่ระบุที่มาไว้ทุกครั้ง ตระกูลนั้นไม่เคยอวดอ้างว่าตัวเป็นผู้สร้างเองแม้แต่น้อย”
“นี่เป็นครรลองของผู้ใช้ภูตินะ คนที่ยังมีเกียรติเหลืออยู่ต้องทำตามทั้งนั้น”
กลุ่มนักเรียนล้วนสงสัยใจ หรือปรมาจารย์ด้านอาคมในความคิดของพวกเขา แท้จริงเป็นเพียงคนหลอกลวงที่หวังผลคนหนึ่ง
ฟังคำสนทนาของเด็กนักเรียน ใจของเสิ่นเยว่ไม่ยินดียิ่ง เด็กชายตัดสินให้เนี่ยหลีเป็นศัตรูของเขาไปแล้ว
ใบหน้าของเสิ่นเยว่ซีดเผือด เด็กชายลุกขึ้นยืนกล่าวว่า “เนี่ยหลี สกุลเทพศักดิ์สิทธิ์ของข้าสืบทอดมากว่าสามร้อยปี เราคือหนึ่งในสามตระกูลหลักของนคร ไม่ใช่สิ่งที่เจ้า! คนต่ำต้อยที่มาจากตระกูลยศฐาจะวิจารณ์ได้ อาคมระเบิดเพลิงสีชาดนี้จดไว้ในบันทึกของประมุขรุ่นแรก เดิมทีไม่ได้เผยแพร่แก่บุคคลภายนอก พวกเราชนรุ่นหลังพบมันขณะชำระบันทึก การที่เราจะคิดว่ามันเป็นผลงานของท่านย่อมเป็นเรื่องปกติธรรมดา”

เนี่ยหลีมองเสิ่นเย่ว เด็กชายนั้นเป็นคนของสกุลเสิ่นเช่นกัน มันย่อมต้องสร้างข้อแก้ตัวแก่ตระกูล
 เสิ่นเยว่เน้นคำ “ตระกูลหลัก” พลางระบุว่าเนี่ยหลีนั้นเป็นคนจากสกุลยศฐาเท่านั้น เด็กชายบ่งบอกอย่างชัดแจ้งว่าหากเนี่ยหลียังคงมีปัญหากับตระกูลเสิ่น พวกมันจะไม่ยอมอยู่เฉยเป็นอันขาด
             

 เนี่ยหลีเองหยามหยันเสิ่นเยว่เช่นกัน การศึกบังเกิดก่อนงานแต่งของเสิ่นเยว่กับเหย่จื่อหวิน เสิ่นเยว่นั้นหลบซ่อนตัวทันที ฟังคำของเสิ่นเยว่ เนี่ยหลียิ่งไม่พอใจ
“เพื่อนร่วมชั้นแซ่เสิ่นช่างคุกคามคนนัก เคราะห์ดีที่นครเรืองโรจน์เรามีกฏเมืองอันเข็มงวด หาไม่แล้วข้าเกรงว่าสกุลเสิ่นคง ....”
เนี่ยหลีประพฤติตัวเช่นสุกรไม่กลัวน้ำร้อน (คนไม่รู้ว่าเคราะห์ภัยกล้ำกราย) เด็กชายกะพริบตาปริบกล่าวต่อว่า “เชื่อว่าสกุลใหญ่เช่นสกุลเทพศักดิ์สิทธิ์คงต้องช่วยปกป้องข้าด้วย หาไม่เช่นนั้นหากเกิดอะไรขึ้น เกรงว่าตระกูลเทพศักดิ์สิทธิ์คงต้องแบกหม้อก้นดำแล้ว”



http://www.wuxiaworld.com/tdg-index/



#นิยาย พงศาวดารภูติ#Tale of the demon god#นิยายแปลไทย
Author(s)


1 ความคิดเห็น: