วันอาทิตย์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2559

นิยาย พงศาวดารภูติ ตอนที่ 2 Ignorant

Tale of the demon and god novel chapter 2

นิยาย พงศาวดารภูติ ตอนที่ 2 คนเขลา


บทที่ 2 คนเขลา
                ข้างๆเย่จื่อหวินมีเด็กชายร่างสูงโปร่งหล่อเหลา หางตาของเขาเหลือบมองนางเป็นระยะ เด็กชายพลันพบว่าเย่จื่อหวินกำลังมองที่นี่หลี ซึ่งทำให้เขาหันมาชักสีหน้าใส่นี่หลีในทันควัน เด็กชายสูงกว่านี่หลีเล็กน้อย และร่างนี้กำลังปล่อยรังสีอำมหิตเย็นเยียบ


                นี่หลีจำเด็กคนนี้ได้ดี เสิ่นเยว่ อัจฉริยะจากตระกูลเทพศักดิ์สิทธิ์ หนึ่งในสามตระกูลหลักของนครเรืองโรจน์ อาจารย์หญิงเสิ่นซิ่วซึ่งกำลังสอนอยู่หน้าชั้นคือป้าของเสิ่นเยว่เอง

                ในชาติก่อน เสิ่นเยว่มักติดสอยห้อยตามเย่จื่อหวินอยู่ตลอดเวลา ก่อนนครเรืองโรจน์จะล่มสลาย เสิ่นเยว่เกือบจะได้แต่งงานกับเย่จื่อหวินแล้ว ในสายตาของสองตระกูล ทั้งคู่นั้นเหมาะสมกันยิ่งกว่ากิ่งทองใบหยก หากแต่ก่อนจะได้จัดพิธี นครก็ถูกบุกโจมตีเสียก่อน และเป็นตระกูลเทพศักดิ์สิทธิ์เองที่ทรยศนครกลอรี่และละทิ้งหน้าที่ป้องกันกำแพงเมืองไป



                นี่อาจเป็นบุพเพสันนิวาส เย่จื่อหวินไม่ได้แต่งไปกับเสิ่นเยว่เมื่อชาติก่อน แต่กลับมีความสัมพันธ์กับนี่หลี เมื่อนึกย้อนไป เด็กหนุ่มอดหัวร่อในใจไม่ได้ แต่เมื่อเห็นสายตาของเย่จื่อหวินกับเสิ่นเยว่ที่กำลังจับจ้องมาแล้วก็นึกปวดศีรษะในพลัน สายตาของทั้งสองเต็มไปด้วยความรังเกียจ เย่จื่อหวินคงคิดว่าเขาเป็นคุณชายเจ้าสำราญที่เกียจคร้านแน่ๆ
                เมื่อเห็นสายตาของเย่จื่อหวิน นี่หลีพลันหายใจไม่ทั่วท้อง เด็กหนุ่มอดคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อชาติก่อนไม่ได้เมื่อพบใบหน้าคุ้นเคย นี่หลีตาแดงจมูกแดง ก่อนจะเผยอยิ้มให้แก่เย่จื่อหวิน      ‘ต้องขอบคุณตำราภูติห้วงกาลลี้ลับที่ทำให้เราได้พบกันอีก’ นี่หลีคิดในใจอย่างยินดี

                ‘ช่างประหลาดคนยิ่งนัก’ เย่จื่อหวินนึก นางรู้สึกว่าสายตาของนี่หลีมีบางสิ่งแปลกประหลาด ดวงตาของเด็กหนุ่มทอประกายประหนึ่งแสงดาว แต่กลับซ่อนความเสียใจไว้ลึกล้ำ ในใจของเย่จื่อหวินเต็มไปด้วยคำถามว่านางรู้จักนี่หลีหรือไม่? เหตุใดเขาจึงมองนางด้วยสายตาเช่นนั้น?


ความงามของเย่จื่อหวินประกอบขึ้นจากฟันขาวริมฝีปากแดงสด นางงดงามประหนึ่งดอกบัวที่กำลังเบ่งบานอย่างเงียบเชียบ เปล่งบรรยากาศแห่งความงดงามถึงขีดสุด นี่ทำให้เด็กหนุ่มหลายคนต่างหลงใหลในตัวนาง

                ณ ขณะนี้ สายตาของเสิ่นซิ่วมองผ่านนี่หลี การกระทำของเด็กวัยสิบสามสิบสี่กลุ่มนี้ไม่อาจหลุดรอดสายตาของนางไปได้ ด้วยฐานะของผู้ใช้ภูติขั้นสามดาวเงิน นางก้าวเข้าสู่ภาวะกายจิตรวมประสาน เปล่งสัมผัสที่หกอันลี้ลับและทรงพลัง สายตาของนางคมกล้าอย่างยิ่งจนสามารถมองเห็นหนูตัวน้อยที่วิ่งอยู่ไกลนับร้อยเมตร

                เย่จื่อหวินมีศักดิ์ฐานะสูงส่ง นางเป็นถึงบุตรีของเจ้านครเรืองโรจน์ และเป็นหลานสาวของผู้ใช้ภูติในตำนาน เย่ม่อ ไม่เพียงเท่านั้น เวิ้งวิญญาณครามที่อยู่ในตันเถียนของนางเป็นพรสวรรค์ที่หาได้ยากยิ่ง!!

                มีเพียงไม่กี่คนในสถานศึกษาที่รู้ถึงศักดิ์ฐานะของเย่จื่อหวิน หากเสิ่นเยว่สามารถตบแต่งนาง สกุลเทพศักดิ์สิทธิ์จะมีที่หยั่งเท้าที่มั่นคงกว่าเดิม นี่ทำให้เสิ่นเยว่ยินยอมอยู่ในชั้นเรียนนักรบฝึกหัด และยังเป็นสาเหตุที่เสิ่นซิ่วยินดีเข้าสอนในชั้นเรียนอ่อนด้อยนี้

                เสิ่นซิ่วคลายการกลายสภาพ สองแขนโอบรอบอก ดวงตากวาดมองไปที่เหล่านักเรียนพลางเอ่ย “สองปีนับจากนี้ พวกเธอทั้งหมดคือนักเรียนของฉัน แม้สถานศึกษามีหลักพื้นฐานของความเท่าเทียม แต่ฉันจะบอกให้ทราบว่าความจริงแล้ว ในโลกอันน่ารังเกียจนี้ไม่มีความเท่าเทียมอยู่จริง!” เสิ่นซิ่วพูดเสียงเย็นเยียบ

ถ้อยคำของนางประหนึ่งมีดที่จ้วงแทงลงไปบนหัวใจของนักเรียนทั้งหลาย  เหล่านักเรียนนั่งฟังเงียบ ไม่มีใครกล้าเอ่ยปาก

“เมื่อพวกเธอสำเร็จการศึกษา พวกเธอจะยอมรับสิ่งที่ฉันพูดเอง ความเท่าเทียมนั้นเป็นเพียงคำโกหกของพวกผู้ใหญ่เท่านั้น เธอจะหลงอยู่ในเทพนิยายไปตลอดไม่ได้” เสิ่นซิ่วกล่าวพลางก้มลงมองเด็กนักเรียน

“นครเรืองโรจน์เป็นนครเดียวที่เหลือรอดจากยุคมืด เราเป็นมนุษย์กลุ่มเดียวที่รอดชีวิต ในนครนั้นประกอบไปด้วยนักรบและผู้ใช้ภูติที่แกร่งกล้า แต่การคงอยู่ของผู้ใช้ภูตินั้นคือการดำรงอยู่ที่สูงศักดิ์ นักรบเพียงหนึ่งในพันหรือหนึ่งในหมื่นเท่านั้นที่จะมีโอกาสเป็นผู้ใช้ภูติที่แกร่งกล้า จวบจนบัดนี้ มีผู้ใช้ภูติในนครเพียงไม่กี่พันเท่านั้น และพวกเราคือผู้พิทักษ์นครแห่งนี้!”


                “นักรบและผู้ใช้ภูติต่างแบ่งชั้นออกดังที่ได้กล่าวไปแล้ว ระดับยิ่งสูง คนยิ่งแข็งแกร่ง ถ้าสกุลใดมีผู้ใช้ภูติระดับทอง สกุลนั้นย่อมได้ยกระดับเป็นสกุลยศฐา ถ้ามีผู้ใช้ภูติเหล็กนิล พวกเขาอาจกลายเป็นสกุลใหญ่ ยิ่งถ้าสามารถผลิตผู้ใช้ภูติในตำนาน สกุลนั้นย่อมเรียกว่าเป็นสกุลหลักของนคร พวกเราทั้งสามสิบหกคนตรงนี้ บ้างมาจากสกุลทั่วไป บ้างมาจากสกุลใหญ่ แม้จุดเริ่มต้นจะเท่าเทียม แต่ศักดิ์ฐานะไม่เคยเท่ากันมาก่อน ฉันหวังว่าพวกเธอทุกคนจะมีความสำนึกตัว คนธรรมดาย่อมเป็นคนธรรมดา ไม่มีทางจะกลายเป็นสกุลยศฐาไปได้ อย่าได้นึกฝันว่าพวกเธอจะได้กลายเป็นหงส์ แม้ในเหล่าคนมียศศักดิ์ เรายังมีเส้นแบ่งคั่นที่ข้ามไปไม่ได้”

                ภายใต้สายตาของเสิ่นซิ่ว เด็กนักเรียนในชุดแต่งกายสามัญแสดงท่าทีอึดอัดอย่างเห็นได้ชัด พวกเขาก้มหน้าลงด้วยความอับอาย เสิ่นซิ่วและเด็กจากสกุลสูงต่างแอ่นอกเชิดหน้าด้วยความหยิ่งทะนง มีเพียงนี่หลี เย่จื่อหวิน ลู่เปียวและเด็กจากสกุลสูงอีกไม่กี่คนที่สงวนท่าที

                นี่หลีมองไปทางข้าง ตูเซอเองสวมใส่เสื้อผ้าเก่า เด็กชายกำหมัดกัดปากแน่น ตูเซอมาจากตระกูลสามัญ สถานการณ์ของครอบครัวย่ำแย่ยิ่ง แต่นี่หลีรู้ดีกว่าความภูมิใจในตัวเองของตูเซอนั้นสูงมาก
             
ในชาติก่อน ตู้เจ๋อพยายามอย่างหนักหน่วง แม้พื้นฐานครอบครัวต่ำต้อย แต่พรสวรรค์ของเด็กหนุ่มไม่ได้ย่ำแย่นัก เขากลายเป็นผู้ใช้ภูติระดับทองโดยไม่ได้มีการใช้อุปกรณ์เสริมแต่อย่างใด แม้ไม่ได้มีพรสวรรค์สูงล้ำ แต่เด็กชายก็ใช้ความพยายามของตนก้าวขึ้นสู่ระดับสูงส่งจนยากจินตนาการว่าเด็กชายทุ่มเทแรงกายแรงใจลงไปมากเท่าใด

                ก่อนการล่มสลายของนครเรืองโรจน์ สกูลชั้นสูงล้วนคิดแต่จะหาทางหลบหนี มีเพียงเหล่าประชาชนคนสามัญเท่านั้นที่สู้เพื่อนครจนลมหายใจสุดท้าย

                ตูเซอเป็นเพื่อนของนี่หลี เป็นเพื่อนที่ควรภาคภูมิใจคนหนึ่ง      เมื่อนี่หลีสังเกตุเห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยความดูถูกเหยียดหยามของเสิ่นซิ่ว ความชิงชังก็ก่อตัวขึ้นในใจ เมื่อชาติก่อน ก่อนนครเรืองโรจน์จะล่มสลาย เป็นสกุลเทพศักดิ์สิทธิ์เองที่หนีตายเป็นคนแรก ดังนั้นนี่หลีไม่ได้มีความประทับใจใดๆกับตระกูลนี้ ไม่ว่าเสิ่นเยว่หรือเสิ่นซิ่วก็ล้วนไร้ค่า ยิ่งชาติก่อนเสิ่นซิ่วปฏิบัติต่อทุกคนด้วยความร้ายกาจ ยิ่งทำให้นี่หลีไม่ชอบหน้านาง

                “อาจารย์หญิงเสิ่น ผมมีคำถาม” นี่หลีพูดโพล่ง
                นักเรียนทุกคนต่างเงียบฟัง แต่นี่หลีกลับพูดทะลุกลางปล้อง เสิ่นซิ่วไม่ยินดียิ่ง นางจำได้ว่านี่หลีคือคนหนึ่งที่แอบมองเย่จื่อหวิน คำพูดของนางก่อนนี้พุ่งเป้าไปที่นี่หลีเอง นางย่อมนึกไม่ถึงว่านี่หลีจะพูดสวนขึ้น

                “มีอะไร” นางเอ่ยเสียงเย็น
                “อาจารย์หญิงเสิ่นกล่าวว่านครเรืองโรจน์เราคือผู้รอดชีวิตหนึ่งเดียวจากยุคมืด ว่าเราคือมนุษย์ที่เหลือรอดกลุ่มสุดท้าย มีข้อพิสูจน์ใดหรือไม่ ผมใคร่ขอถามว่าอาจารย์เคยข้ามพ้นเทือกเขาบูรพชน ท่องทะเลทรายไร้ที่สุด ข้ามป่าพิษ ตะลุยบึงจันทร์สีเลือด เยือนปากอ่าววิญญาณวิเศษ ชมแนวเขาสระสวรรค์ ข้ามฟ้าหิมะแดนเหนือแล้วหรือไม่?” นี่หลีถาม

                “แนวเขาสระสวรรค์อะไร ฟ้าหิมะแดนเหนือเพ้อเจ้ออะไรของเจ้า” เสิ่นซิ่วขมวดคิ้วงาม นางย่อมเคยได้ยินชื่อของทะเลทรายไร้ที่สุด ป่าพิษ และบึงจันทร์สีเลือดมาก่อน แต่สถานที่เหล่านั้นห่างจากแนวเขาบูรพชนไปไกลโข นางได้ยินเพียงชื่อเล่าขานในตำนานเท่านั้น
                เสิ่นซิ่วแค่นจมูก “ฉันเกิดในนครเรืองโรจน์ ย่อมไม่เคยไปที่เหล่านั้น”

                นี่หลียิ้มน้อยๆ กล่าวว่า “หากอาจารย์หญิงไม่เคยไปยังที่เหล่านั้น ท่านแน่ใจได้อย่างไรว่าเราเป็นเพียงกลุ่มสุดท้ายที่เหลือรอด” เสิ่นซิ่วหมดคำพูด

                นักเรียนต่างกระซิบกระซาบ พวกเขาไม่รู้ว่าที่ที่นี่หลีพูดถึงคือที่ไหน แม้แต่เย่จื่อหวินที่นั่งห่างออกไปยังแสดงประกายตาแห่งความสนใจ นางมองนี่หลีอย่างสงสัยว่าเขารู้จักที่เหล่านั้นได้อย่างไร
 เสิ่นเยว่ที่นั่งอยู่ข้างนางขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาหันไปมองนี่หลีก่อนตระหนักว่านี่หลีเองก็กล้าไม่เบา ไม่แพ้ตัวเองแน่นอน เด็กชายพลันรู้สึกถึงวิกฤตที่ก้าวเข้ามา

                เมื่อได้เห็นว่านักเรียนต่างกระซิบกระซาบ ใบหน้าของนางแสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรง ก่อนเอ่ยกระชากเสียง “แล้วอย่างไร? เธอพิสูจน์ได้อย่างไรว่าเราไม่ใช่มนุษย์ที่เหลือรอดกลุ่มสุดท้าย?”
                “พิสูจน์?”
                นี่หลียิ้มน้อยๆ ประสบการณ์จากอดีตชาติของเขาคือเครื่องพิสูจน์อย่างดี สติปัญญาของมนุษย์นั้นมหัศจรรย์ยิ่ง หลังผ่านยุคมืด มนุษย์ยังเหลือรอดมาได้จำนวนมาก พวกเขาสร้างนครใหญ่มากมาย แต่แน่นอนว่าเด็กชายนั้นพูดออกมาไม่ได้ เขาจึงเอ่ยอย่างใจเย็นว่า “ให้ผมเล่าเรื่องให้อาจารย์หญิงฟังสักเรื่อง

กาลครั้งหนึ่งยังมีกบน้อยในบ่อลึก ตั้งแต่เกิดมาก็อยู่แต่ในบ่อ ตั้งแต่แรกก็เห็นแต่ฟ้าเพียงส่วนเสี้ยว เขาจึงบอกว่าฟ้านั้นใหญ่เท่าปากบ่อนั้น แต่ฟ้าใหญ่เพียงนั้นได้อย่างไร? เราล้วนบอกได้ว่ากบน้อยนั้นไม่รู้ฟ้ากว้างแค่ไหนเท่านั้นเอง”

เด็กนักเรียนหัวเราะอย่างอดไม่ได้เมื่อได้ฟังเรื่องเล่าของนี่หลี พวกเขาล้วนเห็นว่านี่หลีพูดมีเหตุผล และสำนวนว่ากบในบ่อนั้นหมายถึงเสิ่นซิ่วนั่นเอง
“ดูฟ้าจากก้นบ่อ เป็นคำอธิบายทีดีจริงๆ” เด็กหญิงหลายคนพูดพลางหัวร่อต่อกระซิก พวกนางล้วนไม่ชอบหน้าเสิ่นซิ่วและมองนี่หลีด้วยความยอมรับ ด้วยเขาคือคนเดียวที่กล้าวิจารณ์อาจารย์หญิงในชั้น

“เจ้า....” เสิ่นซิ่วจ้องนี่หลีเขม็ง นางโกรธจนแทบกระอักเลือด นี่หลีเปรียบนางกับกบโง่เขลาตัวนั้น นางไม่เคยเจอกับนักเรียนที่ไร้มารยาทแบบนี้มาก่อน

เย่จื่อหวินเองก็ระงับเสียงหัวเราะไม่ได้ นางตระหนักว่านี่หลีนี้น่าสนใจและมีฝีปากคมคายอย่างยิ่ง เขาถึงกับทำให้เสิ่นซิ่วพูดไม่ออก นางยิ้มให้กับนี่หลี ในขณะที่เนี่ยหลี่เองก็กระพริบตาใส่นางพร้อมกับรอยยิ้ม
เมื่อเห็นท่าทีของนี่หลี เย่จื่อหวินก็หันหน้ากลับในทันควัน พลางคิดในใจว่านี่หลีนั้นไร้มารยาทนัก นางยังเห็นว่านี่หลีนั้นเป็นนักเรียนที่ย่ำแย่อยู่ดี
ลู่เปียวเองเห็นการกระทำของนี่หลีทั้งยั่วโมโหเสิ่นซิ่วและหยอกเย้าเย่จื่อหวินก็อดไม่ได้ให้ยอมรับ เด็กชายยกนิ้วโป้งให้ด้วยความอัศจรรย์ใจ
นี่หลีมองไปยังเสิ่นซิ่วแล้วเอ่ยต่อว่า “อาจารย์หญิงเสิ่น ผมยังมีอีกคำถาม”

เสิ่นซิ่วขุ่นแค้นแทบตาย แต่นางย่อมไม่สามารถระเบิดออกมาได้ ได้เพียงตอบกลับอย่างอารมณ์ไม่ดี “ยังมีคำถามอะไรอีก?”

“อาจารย์หญิงกล่าวว่า คนธรรมดาย่อมเป็นคนธรรมดา ไม่มีทางกลายเป็นคนมียศฐาไปได้ ผมสงสัยว่าท่านเย่ม่อ ผู้ใช้ภูติในตำนานท่านนั้น มิใช่คนธรรมดาเมื่อยังเยาว์หรอกหรือ?”   นี่หลีถาม กระพริบตาหลายครั้งก่อนเอ่ยว่า “อาจารย์หญิงเสิ่นไม่ทราบหรอกหรือ?”



http://www.wuxiaworld.com/tdg-index/



#นิยาย พงศาวดารภูติ#Tale of the demon god#นิยายแปลไทย
Author(s)



  • นิยายแปลไทย TDGChapter 1_Reborn(บทที่ 1 การเกิดใหม่)
  • นิยายแปลไทย TDGChapter 2_Ignorant(บทที่ 2 คนเขลา)
  • นิยายแปลไทย TDGChapter 3_Punished Standing(บทที่ 3 โทษทัณฑ์)


  • 2 ความคิดเห็น:

    1. กำลังเริ่มทวนอ่านใหม่อีกครั้ง ..แบบว่ามันยาวจนลืมเนื้อเรื่องช่วงแรกๆฮา
      /แก้จาก คห.ตอนตอนที่แล้ว ผมลองดูในเวอร์ชั่นเว็บbgเป็นสีขาวอยู่แล้ว ปัญหามันอยู่ที่พอแชร์ไปเข้ามาดูจากหน้าลิงค์bgกลับเป็นรูปแม่นางผมม่วง(นางเอก- -)เป็นอันให้ตาลายเล่นๆ ต้องคลำหาทางสว่างจิ้มเข้าหน้าเว็บก็สบายตาดีขึ้น แต่การอ่านในมือถือก็อาจจักเป็นประมาณนี้อยู่แล้ว ขอบคุณครับผม

      ตอบลบ